ปี 2011 ที่ผ่านมาเป็นปีที่เหนื่อยและเครียดปีหนึ่งของผม

ภาระกิจต่าง ๆ ที่มากขึ้น ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ต้องทำ และอีกอย่างคือขนาดพอร์ตที่โตขึ้นเร็ว จนใหญ่ในขนาดที่ผมรู้สึกไม่สบายใจที่จะควบคุมมัน ยังมีความผันผวนที่เข้ามากระทบตลอดเวลา ยอมรับจริง ๆ ว่าเหนื่อยพอสมควร

ผลตอบแทนในการลงทุนทั้งปีประมาณ 50% ถือว่าเยอะกว่าที่ตั้งใจไว้เยอะ ก็ได้หุ้นที่เจอเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว Perform ดีต่อเนื่อง ปีนี้ก็ปล่อยหุ้นบางตัวออกไป และซื้อตัวที่คิดว่าจะมีอนาคตที่ดีใน 1-2 ปีข้างหน้า(หรือมากกว่า) เข้ามาเพิ่ม คิดว่าแข็งแรงรับมรสุมลูกใหม่ ๆ ได้

ที่น่าสนใจคือหุ้นที่ขายในระหว่างปีกลับมี valuation ที่ถูก แต่เก็บหุ้นแพงเอาไว้ ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิด แต่ถ้าคิดว่าเราจะปลูกไม้ยืนต้นกินกินผลระยะยาว วิธีนี้คงดี ถ้าจะเอาไม้ดอก ไม้ประดับ ออกไปบ้าง ทั้ง ๆ ที่สวยอยู่ และน่าจะได้ราคาดีกว่านี้

สิ่งที่ตัดสินใจถูก แต่ผลลัพท์ผิด คือการปรับพอร์ต เก็บเงินสด เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงวิกฤตหนี้กรีซ ผลลัพท์ในทางตัวเงิน คิดว่าถ้าไม่ทำอะไรอาจจะดีเสียกว่า แต่ใครจะรู้ว่าวิกฤตจะมาเป็นยังไง ก็ถือว่าเราแลกกับความสบายใจ และควบคุมความเสี่ยงแล้วกัน

มองภาพรวม ๆ ปี 2012 ผมยังคิดว่าค้าปลีกกับโรงพยาบาลยังคงไปต่อได้ แต่คงไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมา หุ้นบางกลุ่มน่าสนใจขึ้นจากราคา แต่เศรษฐกิจแบบนี้ก็ไม่คิดว่าการเพิ่มความเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทนมากขึ้นเป็นสิ่งที่ควรจะทำในปี 2012

ผมเพิ่มกลุ่มการลงทุนให้หลากหลายขึ้น เพิ่มอาหาร โรงแรม พลังงานเข้ามา บางตัวอาจจะเป็นไม้ยืนต้น ที่คงต้องรออีกซักระยะถึงจะกินผลมันได้ นานดี ถึงจะดีนาน ผมก็ลงทุนแบบนี้มาตลอด ถึงแม้จะเจอเพื่อน ๆ นักลงทุนหลากหลายขึ้นมากในปีนี้ เป็นปีที่ได้เพื่อนใหม่ที่เก่ง ๆ เยอะทีเดียว ก็ยังไม่ค่อยได้ซื้อหุ้นเล่น story สั้น ๆ อะไรซักเท่าไหร่ เอาว่าแนวทางการลงทุนยังคงไม่เปลี่ยนไปไหนดีกว่า

พยายามสรุปแนวโน้มในช่วงปีสองปีข้างหน้าไว้ดูเล่น ๆ ครับ คิดว่ามีผลกับหุ้นหรืออุตสาหกรรมบางตัวเหมือนกัน

- e-book จะมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ จาก B2S และ Asiabook พร้อม ๆ กับการเข้ามาของ e-reader ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่เข้าถึงได้ง่าย ipad และ Kindle

- Tablet PC จะเป็นสิ่งที่จำเป็นขึ้น ไม่ได้มาแทนโน้ตบุ้ค แต่จะกลายเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง เหมือนโทรศัพท์มือถือ ที่เราขาดไม่ได้ (คำถามคือ optimum ที่ขนาดหน้าจอกี่นิ้ว)

- Smart TV จะเข้ามาพร้อมสื่อ Internet รูปแบบใหม่ การแข่งขันระหว่างสื่อจะรุนแรง และทางเลือกให้ผู้บริโภคที่มีมากมาย

- ธุรกิจออนไลน์ ต่อเนื่องจากเครื่องมืออย่าง Tablet, Smart TV ซื้อสินค้าทางออนไลน์เริ่มขยับขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดโอกาสของสินค้าที่หลากหลาย ที่ไม่เกิดขึ้นหากใช้โมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิม รวมถึงธุรกิจประเภท MLM ที่คงหวือหวาตามกระแสสื่อ

- สงครามค้าปลีกในระดับชุมชนย่อย ทั้ง Tops, CP Freshmart, Lotus Express, Mini BigC, Maxvalue ฯลฯ รวมถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากเจ้าของพื้นที่อย่าง 7-11 โอกาสการขยายตัวก็ยังคงมีให้เบียดบังโชว์ห่วยอย่างต่อเนื่อง รูปแบบธุรกิจในร้านค้าเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

- พลังงานทดแทน จะเริ่มกลับมาหลังจากราคาน้ำมันเริ่มแพงขึ้น และเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ถูกลงอย่างต่อเนื่อง นโยบายภาครัฐของแต่ละประเทศก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนทิศทางดังกล่าว

- ธุรกิจอาหาร ที่ยังคงเป็นแนวโน้มหลักต่อไป อาหารในไทย รวมถึงเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ อย่าง Ready to Drink ด้วย ซึ่งเติบโตไปพร้อม ๆ กับการเข้าถึงของค้าปลีกแบบ Micro

- กระแสสุขภาพก็ยังคงมีต่อไป การแข่งขัน จะเริ่มรุนแรง และมีการแย่ง Market share กันมากขึ้น โรงพยาบาลเล็กจะอยู่รอดยาก และถูกบีบจากการแข่งขัน เราอาจจะเห็นโรงพยาบาลบางแห่ง เริ่มถดถอยลง

ปีมังกรคือปีแห่งโชคลาภในความเชื่อจีน ขอให้ทุกท่านมีผลตอบแทนเยอะ ๆ ในปีนี้ครับ :)

Posted by: Lin | November 21, 2011

อคติกับการลงทุน 2

ทุกครั้งที่มีวิกฤต ไม่ว่าวิกฤตการเงิน วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ สิ่งที่ผมเห็นคืออคติ (Cognitive Bias)ครับ ท่วมยิ่งกว่าน้ำท่วม บางคนมองแง่ร้ายมาก บางคนมองแง่ดีมาก บางคนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก รู้สึกดีมาก ๆ รู้สึกแย่มาก ๆ

อคติเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างมหาศาลกับนักลงทุน ผมอยากจะเสริมต่อจากตอนแรกที่เขียนไม่สมบูรณ์นัก และเอาสิ่งที่ผมรวบรวมมาเฉพาะที่เกี่ยวกับการลงทุนจากหนังสือมาลงไว้ตรงนี้ แต่จะไม่เขียนอธิบายนะครับ แต่ละหัวข้อมันยาวมาก และกว้างด้วย ถ้าเขียนตัวอย่างลงไป จะสร้าง bias ให้คุณทันที :)

1. Anchoring Trap ยึดมั่นในความคิดแรกของตัวเอง ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

2. Status Quo ante Trap : การอยู่ในเขตปลอดภัยของตัวเอง หรือ Comfort zone ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร

3. Sunk Cost Trap : ปกป้องการตัดสินใจแรก เอาต้นทุนเดิมที่ไม่มีค่าแล้วมาใช้เป็นเกณฑ์

4. Confirmation Trap : การ”เลือก”ฟังเฉพาะข้อมูลสนับสนุนความคิดตัวเอง ไม่ฟังความคิดอื่น ๆ

5. Incomplete information Trap : การตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลไม่ครบด้าน

6. The Conformity Trap : การทำตามกัน ทำตามจ่าฝูง (หรือเซียน)

7. The Illusion of Control Trap : รู้สึกดีกับความรู้สึกว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้ (ทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่ใช่)

8. The Coincidence Trap : สับสนกับกฎเรื่องความน่าจะเป็น รู้สึกบังเอิญว่าเราใช้สัญชาติญาณเราเดาถูกเสมอ

9. The Recall Trap : เน้นย้ำกับเหตุการณ์บางอย่าง(ที่เราจำได้ดี)ในความทรงจำมากเกินไป

10. The Superiority Trap : ประเมินความสามารถและทักษะของตัวเองสูงเกินไป

11. Hindsight Traip : รู้สึกว่าเราเข้าใจเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นได้ดี ดังนั้นเราจะเข้าใช้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

12. Extrapolation Trap : แนวโน้มในปัจจุบันจะดำเนินต่อไปในอนาคต

13. “I can overcome cognitive biases” Trap : เมื่อใดที่คิดว่าเราควบคุมอคติได้ คือคุณตกอยู่ในอคติข้อนี้

สิ่งดังกล่าวให้หมดไปคงทำไม่ได้ แต่มีให้น้อย ๆ ลง มองโลกตามความเป็นจริงครับ วิธีแก้คือใช้ตรรกะให้เยอะกับความรู้สึก ใครเคยเรียน GMAT พวกนี้จะปน ๆ อยู่ในส่วน Critical Thinking อีกวิธีหนึ่งคือการดูจิตตัวเอง อันนี้การฝึกสติสมาธิช่วยได้เยอะ

วิธีแก้อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ระบบในการตัดสินใจแทนเรา System trade วิธีดังกล่าวช่วยลด bias ลงมาก แต่ปัญหาคือ ระบบนี้ทำให้เราต้องขายก่อนที่ควรจะเป็น และระบบเป็นการอ้างอิงอดีต เมื่อนำมาใช้จริง ต้องปรับไปปรับมาอยู่ดี ซึ่งทำให้เราตกอยู่ใน bias ได้ไม่ต่างกัน

ทั้งสองวิธีดังกล่าวไม่ง่ายเลย และผมกำลังจะบอกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดข้างต้นว่า อันที่จริง bias ช่วยการลงทุนได้ไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าไม่มี bias เลย อาจจะไม่ดีด้วยซ้ำไป ดังนั้นแทนที่จะเราจะไปพยายามกำจัดกับจัดการอคติ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “การเข้าใจ” ตัวเอง เข้าใจกลไกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น บางสิ่งไม่ผิดที่เราจะเชื่อมันแบบนั้น ที่เราจะศรัทธามันอย่างสุดหัวใจ แต่ขอให้เรารู้ตัวเองว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นเท่านั้นก็พอ

หัวข้อนี้อาจจะสั้น แต่เนื้อหาเยอะสุด ๆ ถ้าทุกคนทำได้ สังคมเราจะน่าอยู่เพิ่มขึ้นด้วยครับ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_cognitive_biases (ไม่เกี่ยวกับบทความนี้)

ผมเติบโตมาบนวิถีทางการลงทุนปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว

ทุก ๆ ช่วงเวลา ผมเห็นนักลงทุนคนอื่น ๆ ตามเวปบอร์ดเติบโตเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือล้มหายตายจากไปมากมาย ผมยืนยันวลี “คนตายไม่ได้พูด” นั้นเป็นของจริง คนที่ล้มหายไป (บางครั้งอาจจะไม่ได้ขาดทุนก็ได้นะครับ แค่หายไปเฉยๆ) มีจำนวนมากกว่าคนที่สำเร็จแบบเทียบเปอร์เซนต์กันไม่ติดทีเดียว

ไม่ต่างกับกิจการต่าง ๆ บนโลกใบนี้ บางกิจการเติบโตอย่างเฟื่องฟูในยุคหนึ่ง ๆ และตกอับลงมาในอีกยุคหนึ่ง เช่นอีสแมนต์ โกดัก(NYSE:EK) เคยยิ่งใหญ่สมัยกล้องฟิล์มยังโด่งดัง แต่ตกอับอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา ปัญหาของอีสแมนต์ คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของกิจการผิดพลาด ให้ความสำคัญกับฟิล์ม ทั้ง ๆ ที่ระบบ Digital นั้นกำลังคืบคลานมา


ในช่วงเวลา 15 ปีแห่งกล้องดิจิตอล หุ้นโกดัก กลับมีราคาลดลงเหลือ 1 เหรียญ จากเกือบ 100 เหรียญในช่วงที่เคยยิ่งใหญ่

อุปมาเปรียบผู้บริหารในองค์กรแล้ว DCA ตัวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทุกตอน ก็อุปมัยคือ

“DCA ในตัวคุณ” นั่นเอง

หลายครั้งคนเราเรียนรู้เพื่อจะพัฒนาประสิทธิภาพการลงทุนมากเกินไป คนที่ปีนบันไดแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว คือคนที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าบันไดนั้นตั้งอยู่ผิดที่ผิดทาง การปีนบันไดนั้นจะไม่มีประสิทธิผลเลย การลงทุนที่มีประสิทธิภาพดีคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมาก ๆ (ในเวลาอันสั้น ๆ ) แต่อันที่จริงทิศทางการลงทุนที่มีประสิทธิผลคือในเวลาที่ผ่านไป DCA ในตัวคุณควรจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กว้างจนข้าศึกอย่างวิกฤตอันเลวร้าย มีโอกาสทำร้ายคุณได้น้อยมาก

ผมศึกษานักลงทุนที่สำเร็จเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และศึกษาจากบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเนื้อหาดูซ้ำซากน่าเบื่อ แต่อันที่จริงผมอยากเปรียบเทียบว่า เราในฐานะพุทธศาสนิกชน เรียนรู้คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาวนานตั้งแต่ประถม เรียนศีล เรียนสมาธิ เรียนปัญญา เราก็ยังคงต้องเรียนมันอยู่ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ เวลาแห่งความเพียรศึกษาก็ยังไม่จบสิ้น เพราะเรามิได้เข้าใจมันจริงตลอดเวลา

ปัญหาคือศาสดาแห่งการลงทุนของเราคือใคร สำหรับตัวผม ผมตอบได้ชัดเจนว่าคือบัฟเฟต รวมถึงคนอื่น ๆ ข้างเคียงอย่างลินซ์ หรือฟิชเชอร์ ถึงกระนั้นผมไม่เคยปิดโอกาสในการศึกษา มีหนังสือหลายเล่มพูดถึง New Normal ของการลงทุน ที่การ Buy and Hold จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ ผมนั่งอ่านหลายเล่มด้วยความเพลิดเพลิน และไม่เคยปิดกั้น แต่เอาแนวคิดมาใช้อย่างรัดกุม แต่แน่นอนว่าแก่นของแนวคิดการลงทุนผม จะต้องไม่เปลี่ยนไป

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือ เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาดีรึยัง ศาสนาพุทธสอนให้เรารักษาศีล ถามว่าใครบ้างที่สามารถทำได้สำเร็จบริบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่มันคือก้าวเล็ก ๆ สำหรับการเดินทางไปนิพพาน ฉันใดฉันนั้น การลงทุนที่ดีย่อมประกอบจากองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย น้อยคนที่ทำมันได้ตลอด และนั่นคือจุดแตกต่าง

ช่วงเวลานี้ และช่วงเวลาไหน ๆ ผมทำอะไรหรือ ผมก็ขุดคูน้ำของผมเพิ่ม โดยการนั่งอ่านหนังสือเก่า ๆ อีกครั้ง นั่งอ่านหนังสือใหม่ ๆ โหลดมาบน Kindle เข้าไปศึกษากิจการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยดู (และพบกิจการดี ๆ หลายตัว) ทบทวนพอร์ตเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น (เช่นอุทกภัยครั้งนี้) และปรับปรุงมันให้แข็งแรง และสำคัญกว่านั้นผมให้ความสำคัญกับครอบครัว เพื่อนฝูง สิ่งที่ผมรัก สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย ที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตผมไม่หลงทาง

Posted by: Lin | September 25, 2011

เอาตัวรอดในวิกฤต

ผมไม่ขอเดาว่า วิกฤตจะเกิดไม่เกิดนะครับ ไม่วิเคราะห์ด้วย เพราะไม่มีปัญญา แต่เอาแนวคิดที่ผมใช้เอาตัวรอดรอบที่แล้วมา และคิดว่าคงจะใช้ต่อไปในครั้งนี้ (วิกฤตในความหมายผม น่าจะเป็นช่วงที่หุ้นลงมาเกิน 30-40% จากจุดสูงสุด เอาเป็นว่าแนวคิดข้างล่างเริ่มใช้ได้ ต่อเมื่อดัชนีอยู่แถว 800-900 จุดแล้วกันครับ)

สิ่งที่แนะนำ
1. มีสติและคิดว่ามันจะผ่านไปอีกครั้ง
2. ปรับพอร์ตอย่างใจเย็น ดูพื้นฐานเป็นหลัก valuation is a key!
3. หาโอกาสในวิกฤต เลือกหุ้นที่เราเข้าใจจริง ๆ (ควรจะรู้จักหุ้นตัวนั้นมากกว่าคนอื่น ๆ)
4. ไม่ประมาท เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะแย่กว่านี้หรือไม่
5. หนทางอีกยาวไกล อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ถือโอกาสทบทวนหนังสือ และความรู้เก่า ๆ
6. มีความสุขกับการลงทุน ชีวิตการลงทุนหลายสิบปี ต้องเจอเหตุการณ์เลวร้ายแน่นอน
7. หารายได้เพิ่ม หากิจกรรมหลายอย่างทำ ถือว่าเป็นโอกาสใช้ชีวิตในมุมอื่น ๆ บ้าง
8. เพิ่มเงินสดในพอร์ต ขายหุ้นออกมาอย่างช้า ๆ เวลาซื้อก็ซื้อช้า ๆ กว่าปกติ (ทำตัวเหมือนหมี)
9. ข้อดีของวิกฤตคือ เราจะได้หุ้นดี ๆ ที่เราอยากได้มานานไว้ในพอร์ตตลอดชีวิตด้วยราคาส่วนลด!
10. ข้อดีอีกข้อคือ ทำให้เราได้ realize profit ออกมาบ้าง วิธีขายควรเหมือนวิธีซื้อของเรา ซื้อเฉลี่ย ก็ขายเฉลี่ย ซื้อหนัก ก็ขายหนัก

สิ่งที่ไม่แนะนำ
1. ล้างพอร์ต หนีวิกฤต บริหารเงินสด 100% ยากไม่ต่างกับหุ้น 100% หรอกครับ
2. ซื้อ ๆ ขาย ๆ บ่อย หรือในกรอบแคบเกินไป ตลาดหมีเกิดทียาวนาน อย่ารีบร้อน
3. กังวล และจิตตก ชีวิตหมกมุ่นแต่หุ้น
4. อ่านเวปบอร์ด อ่าน twitter อ่านข่าว โดยขาดวิจารณญาณ ระวังถูกชี้นำไป ๆ มา ๆ
5. พยายามโต้คลื่น ความพยายามทำอะไรยาก ๆ มักไม่ส่งผลดี
6. ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงแบบผิด ๆ
7. ดูราคาหุ้นบ่อย การตัดสินใจจะแย่ลงเปล่า ๆ
8. มีหุ้นที่ซื้อมาเพื่อเก็งกำไร แต่ตอนนี้ยังเห็นอยู่ในพอร์ต เพราะไม่อยากขายขาดทุน
9. ไม่ประเมินหุ้นใหม่ วิกฤตนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง และความเข้าใจบางอย่างอาจจะล้าสมัยไปแล้ว
10. สำคัญที่สุดครับ (อย่า)เปลี่ยนแนวทางในการลงทุน เพื่อจะได้รับมือกับวิกฤต

ใครเล่นหมากล้อม ผมว่าทางเลือกในเวลานี้คือ จำบัญญัติข้อที่ว่า วางหมากให้มีทางออกสองทางเสมอครับ อีกตอนนึงจะลองเขียนเรื่อง “เตรียมตัวรับวิกฤต” เป็นตอนสองครับ พอดีวิกฤตคราวที่แล้ว ไม่ได้เตรียมตัวเท่าไหร่ คราวนี้ผมนั่งอ่านหนังสือหลายเล่ม ก็พอจะมีไอเดียอยู่บ้าง และเริ่มทำไปบ้างพอสมควร

ปล. เขียนบทความนี้มาเป็นเดือนแล้วครับ ไม่อยากโพสต์ แต่คิดว่าถึงตอนนี้โพสต์ทิ้งไว้ดีกว่า เผื่อจะเป็นประโยชน์กัน

บัฟเฟตให้สัมภาษณ์ใน Fortune ปี 1999 ว่าจุดสำคัญในการลงทุนไม่ใช่การประเมินว่าอุตสาหกรรมนั้น ๆ จะมีแนวโน้มไปได้ดีแค่ไหน การเติบโตของบริษัทมากเพียงใด แต่เป็นการประเมินความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ๆ หนึ่งในอุตสาหกรรมนั้น โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคูน้ำกว้างและยั่งยืน จะเป็นสิ่งที่มอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในนักลงทุน

แต่คูน้ำหรือความสามารถในการแข่งขันนั้นน้อยครั้งจะยั่งยืนตลอดไป ด้วยหลายเหตุผล เช่น ผลกำไร(NPM) หรือผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ROE ที่สูงจะดึงดูดคู่แข่งให้เข้ามา คู่แข่งใหม่ ๆ จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ เงินทุน แนวทางโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนั้น ๆ ในการศึกษาหลายครั้งจะพบว่า บริษัทจะที่มีกำไรเกินกว่าเส้นค่าเฉลี่ยจะถูกดึงกลับมาสู่เส้นค่าเฉลี่ยด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ผมอยากเรียกรูปแบบทุนนิยม ว่าเป็นการทำลายอย่างสร้างสรรค์ เพราะทุกครั้งจะเกิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งดีต่อผู้บริโภคและประเทศ แต่ไม่ดีต่อบริษัทที่มุ่งหาผลกำไรที่ยอดเยี่ยมในระยะเวลาที่ยาวนาน

ความเข้าใจในการสร้าง Durable Competitive Advantage (DCA) นั้นยากมาก เพราะแท้จริงแล้ว ทุกบริษัทก็คิดว่าตัวเองมีหรือกำลังสร้าง DCA ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่สร้างมันได้คือการมีกลยุทธ์ที่ดี กลยุทธ์ที่จำเป็นที่จะเริ่มต้นจากการกำหนดวิธีการสร้างมูลค่าที่แตกต่างให้กับผู้บริโภค กลยุทธดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาสู่การสร้างอาณาเขตและสร้างคูน้ำที่บริษัท

แน่นอนว่าการมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เทคโนโลยีที่เหนือกว่าไม่ใช่ DCA หลายครั้งผมได้ยินจากผู้บริหารหลายคนใน Company Visit ถึงความสุดยอดของบริษัท บริษัทจะรักษากำไรที่สูงได้อย่างมากแค่ช่วงหนึ่ง ซึ่งไม่ยาวอย่างที่คิด

หรือถ้าจะพูดถึง DCA ในลักษณะตราสินค้า (หรือแบรนด์) บางครั้งแบรนด์ก็ไม่ได้ช่วยในเรื่อง DCA เสมอไป เช่นในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าที่มีแบรนด์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Mercedes Benz ก็ไม่ได้มียอดขายหรือกำไรสูงลิ่วกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับ Toyota แบรนด์ที่เข้มแข็งของบริษัทนี้ ไม่ใช่เหตุผลที่บริษัทนี้ยิ่งใหญ่ หรือสินค้าที่ซื้อแล้วมีระยะเวลาการใช้ยาวนานมาก คนจะตรึกตรองการซื้ออย่างละเอียด ทำให้ซื้อด้วยเหตุผล มากกว่าอารมณ์ ทำให้แบรนด์ไม่มีผลมากนัก เช่นเดียวกันสินค้าทั่ว ๆ ไป หรือสินค้าที่เหมือน ๆ กันหมด เช่นน๊อต สายไฟ ที่ทุกคนมองเพียงแค่ราคา

แต่พูดในมุมกลับกันตราสินค้าก็กลับส่งผลอย่างมาก เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะ ตราสินค้าสามารถสร้างนิสัยการซื้อของผู้บริโภคได้ เช่นถ้าพูดถึงน้ำอัดลม เราก็จะคิดถึงโค้ก พูดถึงกาแฟที่มีคุณภาพและบรรยากาศ ก็จะนึกถึง Starbucks นอกจากนั้นตราสินค้าจะมีส่วนช่วยอยากมาก ถ้าสินค้ามี Switching cost และ Searching cost ที่สูง เพราะลูกค้ามีแนวโน้มที่จะนึกถึงตราสินค้าที่อยู่ในใจและเคยใช้แล้ว มากกว่าที่จะอยากลองใช้สินค้าใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น สินค้าโทรศัพท์มือถือยุคแรก ๆ ที่คนใช้ติด Nokia เพราะหน้าตาการใช้งานที่สะดวก คุ้นเคย มากกว่าการเรียนรู้ไปใช้สินค้าใหม่ ๆ (ทำให้ Market share ของ Symbian ยังสูงได้อยู่ช่วงหนึ่ง แม้ว่า Feature จะสู้ Apple iOS กับ Andriod ไม่ได้แล้วก็ตาม) หรือสินค้าอย่างประกันภัยของ Geigo ไม่มีใครอยากจะไปหาประกันที่อื่น ๆ มาเปรียบเทียบเพราะต้องศึกษารายละเอียดเยอะมาก

สิ่งที่พอจะตรวจสอบดูได้ว่าสินค้านั้น ๆ มี DCA สูงหรือไม่ เริ่มได้จากดูว่าผู้บริโภคทั่วไป “มองเห็น” ความแตกต่างระหว่างสินค้าหรือบริการของบริษัทเทียบกับของคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ความแตกต่างนี้จะต้องมีอิทธิพลต่อการซื้อของผู้บริโภคด้วย (เช่นในกรณี Pepsi กับ Coke หรือเทียบกับ Big Cola ที่ผู้บริโภคมีความรู้สึกต่างกัน แม้ว่าจะใกล้เคียงกันมาก)

สิ่งต่อมาคือสินค้านั้นจะต้องมีความยากลำบากในการเลียนแบบมาก ๆ แม้ว่าจะทำให้เหมือนกันได้แค่ไหน ผมยกตัวอย่างว่าแฮมเบอเกอร์ในตลาดมีมากมายที่อร่อยกว่าแมคโดนัลด์ แต่ทุกคนไม่เคยเลียนแบบแมคโดนัลด์ได้ในแง่ความสามารถในการรักษาความเร็ว คุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง หรือถ้าเปรียบเทียบห้างสรรพสินค้า ไม่มีใครเลียนแบบเซ็นทรัลได้ (และที่สำคัญ ผู้บริโภคชอบด้วย) หรือเครือข่ายการขายสินค้าอย่างใบมีดโกนยิลเล็ท ผมไม่แน่ใจว่าทำได้อย่างไร แต่เราเห็นสินค้านี้ได้ทั่วโลก ทุกที่ ทุกร้าน จนบางครั้งผมก็แปลกใจ

สิ่งสำคัญคือทั้งสองอย่างข้างต้นจะต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้เหนือกว่าอีกฝ่ายได้ เช่นกรณีสุกี้โคคากับสุกี้ MK ที่โคคาแม้จะได้เปรียบ แต่ไม่มีการพัฒนาจนถูกแซงไปในที่สุด

นอกจากที่ DCA จะสะท้อนออกมาในทุกสัมผัสของสินค้าและบริการของกิจการ DCA ยังสะท้อนภาพออกมาในงบการเงินของบริษัทอีกด้วยเช่น
1. บริษัทดังกล่าวจะมีกำไรสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ โดยเฉพาะ Gross Profit
2. บริษัทดังกล่าวจะมียอดขายสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ มาก
3. บริษัทดังกล่าวจะมี Free Cash Flow ที่สูงกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
4. การหมุนเวียนสินค้าคงคลังจะสูงกว่าคู่แข่งมาก
5. ยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเติบโตเร็วกว่าคู่แข่ง

ในหลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่าบริษัทในประเทศไทยหลายแห่งมี DCA ที่แข็งแรงในระดับประเทศ แต่ผมว่าโจทย์ที่สำคัญกว่าคือ DCA อันไหนที่แข็งกระทั่งสามารถแข่งขันในภูมิภาคได้ ผมว่าถ้าหาบริษัทนั้นเจอ เราก็พบว่า DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง และการลงทุนระยะยาวมันมีอยู่แค่นี้จริง ๆ

สิงค์โปร์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่พัฒนารวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสังคมการเมืองสมัยใหม่ของมนุษย์ เดิมพื้นที่เกาะสิงค์โปร์เคยเป็นที่ตั้งของบริษัท Trading ที่มีอิทธิพลและอายุยาวสองร้อยห้าสิบปีอย่าง East India Company และแล้วในปี 1963 สิงค์โปร์ได้แยกตัวออกจากประเทศมาเลเซีย (เดิมเป็นอาณานิคมของอังกฤษทั้งคู่) พ่อผมเล่าให้ฟังว่าคนมาเลเซียทุกคน (โดยเฉพาะคนจีน) สามารถเลือกได้ว่าจะย้ายไปประเทศสิงค์โปร์หรือไม่ คนจำนวนไม่มากนักที่เลือกไปอยู่บนแผ่นดินที่ว่างเปล่า แต่ด้วยวิญญาณนักบุกเบิกเหล่านั้น ก็แปรสภาพเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นหนึ่งในสี่เสือเศรษฐกิจของเอเชีย (รวมฮ่องกง, ไต้หวัน, เกาหลี) ในเวลาต่อมา


ภาพอนาคตอ่าวมารีนา

ถ้าอยากจะอ่านแนวคิดหรือประวัติศาตร์ประเทศนี้ คงจะพูดไม่ผิดนักถ้าเราจะไปอ่านประวัติของผู้ก่อตั้งประเทศอย่างลี กวน ยู ผู้นำที่ผมคิดว่ามีชีวประวัติที่น่าศึกษามากคนหนึ่ง (ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน) ลี มักจะพูดกับประชาชนทั้งประเทศบ่อย ๆ ว่า ประเทศเรามีทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว คือทรัพยากรมนุษย์ และจิตวิญญาณการทำงานที่เข้มแข็ง ดังนั้นภารกิจหลักของลี คือการสร้างคน สร้างขึ้นมาจนเป็นจุดแข็งที่สุดของประเทศ แม้ว่าลี จะทำหน้าที่ได้อย่างดีในการพัฒนาประเทศ แต่ด้วยลักษณะนิสัยที่เป็นคนเด็ดขาด ทำให้ลี สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกฏระเบียบในประเทศ รวมถึงสิทธิและเสรีภาพของสื่อ และเหมือนจะเป็นโมเดลหนึ่งของการพัฒนาประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ของรัฐบาลจีน

สำหรับการไปสิงค์โปร์ครั้งล่าสุด เป็นการเดินทางที่ผมเว้นช่วงนานที่สุดในทุก ๆ ครั้ง เดิมผมเดินทางไปสิงค์โปร์มาตลอด ไม่ว่าจะไปพบญาติ หรือไปในเรื่องงาน สิ่งที่พบได้ชัดเจนที่สุดคือ การเป็นยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ ตึกหลายตึกถูกสร้างขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ราคาโรงแรมสูงขึ้นจนน่าตกใจ โครงสร้างรถไฟขยายตัวมากขึ้น ค่าเช่าที่แพงลิ่ว (ค่าเช่าบล๊อกเล็ก ๆ ในศูนย์อาหารตามตึกแถวที่อยู่นอกห้างคือ 100,000 บาทต่อเดือน) และสิงค์โปร์พัฒนาสิ่งที่เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่น คาสิโน(ปัจจุบันมีสองแห่งคือ Resort World และ Sands Marina Bay) สวนสนุก (Universal Studio) รวมถึงการพัฒนา Medical Tourism ซึ่งผมเห็นหลายโรงพยาบาลขยายพื้นที่ตึกเป็นอย่างมาก

ใช้เวลาไม่นานผมก็อัพเดทพื้นที่หลัก ๆ ของสิงค์โปร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นย่าน Downtown ย่านธุรกิจแถบ Robinson ย่านท่องเที่ยวทั้งหมด คนที่ไม่เคยไปสิงค์โปร์และสนใจไปเที่ยว ผมแนะนำ Website นี้ครับ www.singaporefanclub.com
1. เที่ยว China Town (ประเทศที่มีคนจีนทั้งประเทศยังจะมี เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ) เพื่อหาของกิน และไหว้เจ้าแม่กวนอิมวัดพระธาตุ
2. Sentosa เดินเล่นได้ตามสบาย ซื้อตั๋วไป Universal Studio ขนาดเล็กแต่คุณภาพพอได้ครับ
3. Marina Bay สำหรับพักผ่อนตอนกลางคืน ชมวิว เลือกได้ระหว่างขึ้นตึก Sands ราคา 20$ ขึ้นไปไม่มีอะไร นอกจากไปดูคนอื่นว่ายน้ำ กับดูวิว หรือไปขึ้นชิงช้าที่สูงที่สุด 30$ อารมณ์เดียวกับ London Eye แต่วิวสู้ไม่ได้
4. Flight Experience Simulator สำหรับคนชอบลองหัดขับเครื่องบินแบบจำลอง ฝรั่งเค้าชอบกันมาก www.flightexperience.com.sg
5. สวนสัตว์สิงค์โปร์ ถ้าชอบดูสวนสัตว์ และอยากเห็นความเป็นสิงคโปร์ก็ต้องลองไปดูครับ มีอุรังอุตังเยอะมาก

ของฝากที่น่าซื้อ ไม่น่าเชื่อว่าเราบินไป Paris เพื่อซื้อ LV แต่สิงค์โปร์กำลังสร้างแบรนด์หลาย ๆ อย่างเช่น Charles & Keith, Pazzion หรือหลาย ๆ แบรนด์ที่นำเข้าโดย CRC นำมาขายที่ Central Chidlom และมาร์คอัพราคาสูงมากกกก ไปซื้อในช่วงที่ Sales คุ้มค่ามากครับ

สำหรับผม ไปเที่ยวไม่สนุกเท่าไปดูผลผลิตของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศนี้ครับ

หลายครั้งผมเคยนั่งนึกอยู่เสมอ ๆ ว่าคนเราทุกคนต่างกันอย่างไร ก็มีทุก ๆ อย่างเหมือนกันตั้งแต่เกิด ความแตกต่างค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่าสิบ ๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เราเห็นภาพคนสองคนต่างกันราวกับฟ้าดิน ผมว่าสิ่งที่อธิบายปรากฎการณ์การทบต้นที่ดีที่สุดนอกจากทางตัวเลขอย่างดอกเบี้ยทบต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในกิจการที่มี DCA ก็ช่วยให้เราเห็นได้ดี (เช่นลิง Homo sapiens บรรพบุรุษมนุษย์เราใช้ 2 ล้านปี ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จนคุณตกใจในสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ใน 100 ปีล่าสุดของประวัติศาสตร์ของลิงประเภทนี้)


ความแตกต่างเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา นี่คือหัวใจของ DCA

เหมือนครั้งที่ผมมองบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของ DCA ที่แข็งแรง ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม อย่างบริษัท Gillette หรือ Disney ถ้ามองใบมีดโกนซึ่งไม่น่าจะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรเลย การผลิตเพื่อเลียนแบบสินค้านี้ไม่น่าจะทำได้ยาก แต่ถ้าดูในข้อเท็จจริงด้านการใช้งาน ผมยังไม่เคยใช้มีดโกนยี่ห้ออื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือถ้าจะหาซื้อยังคิดไม่ออกว่าจะต้องซื้อที่ไหน หรือยี่ห้อชื่ออะไร (ยกเว้นพวกของแถมที่เอามาจากโรงแรมต่าง ๆ)

ถ้าลงไปดูผลิตภัณฑ์ ก็จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่จำเป็นต้องยึดติดที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เยอะมาก ๆ ที่สร้างคูน้ำของธุรกิจให้แข็งแรง (บัฟเฟตใช้คำนี้ว่า Moat) ทุกกิจการเหมือนปราสาทที่สร้างขึ้นมา ย่อมมีคู่แข่งที่จ้องจะยึดเอาปราสาทตลอดเวลา สิ่งจำเป็นไม่ใช่กองทัพที่แข็งแรงที่จ้องจะโจมตีผู้อื่น แต่กลับเป็นคูน้ำที่คอยคุ้มครองราษฎรเบื้องหลังคูน้ำและกำแพงนั้น ปรัชญานี้เราจะพบเห็นได้ในภูมิปัญญาตะวันออกอย่างหมากล้อม ถ้าเราเข้มแข็ง คู่แข่งจะอ่อนแอเอง จ้องจะสร้างบริเวณให้เข้มแข็ง แต่มิใช่เพื่อทำลาย

เพื่อให้มีกรอบกว้าง ๆ ผมลองมองลักษณะกิจการที่มี DCA สูง ๆ บ้างว่ามักจะมีส่วนคล้ายกันอย่างไรบ้าง

1. มักจะอยู่ในธุรกิจเป็นเวลายาวนาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างคูน้ำ หรือพิสูจน์ว่าคูน้ำแข็งแรงพอ)
2. มักจะมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างความชำนาญในการสร้างคูน้ำของตัวเอง)
3. มักจะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองต่อไป (เพื่อที่จะไม่ต้องแบ่งสรรกำลังไปสร้างปราสาทในบริเวณใหม่)
4. มักจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่มาก (เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรจะสูญไปอย่างไร้ค่า กับสิ่งที่ไม่ใช่คูน้ำหรือกำแพงแบบง่าย ๆ แต่ใช้งานได้ดี)
5. มักจะไม่มีความจำเป็นในการย้ายถิ่นที่อยู่ไปที่อื่น เพื่อหาวิธีสร้างผลผลิตใหม่ ๆ ที่พื้นที่เดิมไม่มี (ใครจะไปชอบย้ายที่อยู่ และสร้างคูน้ำใหม่อยู่ตลอดเวลาล่ะ)
6. มักจะอยู่ในพื้นที่ ๆ สามารถผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมั่นใจว่าสามารถขายได้ตลอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (คูน้ำที่สร้างไว้ จะได้ใช้ได้ตราบชั่วลูกชั่วหลาน)
7. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่คนชอบใช้ซ้ำ ๆ (แน่นอนว่า พลเมืองข้างเคียงจะชอบกลับมาใหม่ได้บ่อย ๆ)
8. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่ไม่ซับซ้อน (เพื่อให้ชาวบ้าน ในเมืองข้างเคียงมาเลือกซื้อได้ทุกชนชั้น)

ในยุคกลาง อัศวินจะเลือกชัยภูมิที่มีคุณภาพดีมาสร้างเมืองของตัวเอง โดยดินน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถทำเกษตรกรรม กสิกรรม หรือปศุสัตว์ ที่ขายได้ตลอด มีปราการธรรมชาติเป็นของตัวเอง และสิ่งที่อัศวินต้องทำคือขุดคูน้ำอย่างเดียว เมื่ออัศวินมั่นใจว่าเศรษฐกิจในเมืองแข็งแรง คูน้ำกว้างขวาง ก็จะยิ่งดึงดูดพลเมืองข้างเคียงมาอยู่ในเขตขันธสีมา สิ่งที่เหลืออยู่คือรอเมืองที่อ่อนแอกว่าข้าง ๆ ยอมศิโรราพ และสวามิภักดิ์ โดยมิได้จำเป็นจะต้องมีตำราพิชัยสงครามที่อธิบายเรื่องราวยาก ๆ มาอยู่ในมือเลย แม้แต่เล่มเดียว


ปราสาท Caerphilly ใน Wales ผมชอบปราสาทแห่งนี้มาก ๆ ใครเที่ยว Cardiff อย่าลืมแวะไปนั่งรถไฟแค่ครึ่งชั่วโมง เป็นปราสาทที่ใหญ่อันดับสองของสหราชอาณาจักรรองแค่ Winsor เพราะมีคูน้ำที่แข็งแรงกว้างขวาง เป็นปราสาทที่ไม่มีใคร(กล้า)มาโจมตีเป็นระยะเวลายาวนาน เนื่องจากความแข็งแรงจากโครงสร้างการป้องกัน (ง่าย ๆ ด้วยคูน้ำ)

Posted by: Lin | July 16, 2011

Asean Exchange

ผมขอบันทึกดัชนีตลาดอาเซียน 7 ไว้หน่อย อีก 5 ปีขอกลับมาทวนดูว่าหน้าตาจะเปลี่ยนไปยังไง

  No of Listed Companies Market Capitalization (Mil USD) Turnover Index (as of 15Jul11) Lifetime High Life High Date
Thailand(SET) 541 277,732 83.5% 1079.91 1789.16 05/1/1994
Singapore(SGX) 782 728,760 75% 3084.24 3371.33 10/1/2008
Indonesia(IDX) 422 376,599 32.21% 4023.2 4005.69 08/7/2011
Malaysia(BM) 955 426,000 42% 1577.25 1597.08 11/7/2011
Phillipines(PSE) 249 159,402 17.16% 4458.74 4464.23 5/7/2011
Vietnam(HOSE) 283 28,286 57.1% 414.74 1170.67 12/3/2007

หมายเหตุ
ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน
ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน 7 แห่ง ประกอบด้วย ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ โฮจิมินท์ ฮานอย และไทย จะร่วมกันยกระดับหุ้นในอาเซียนให้เป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับ (asset class) จากนักลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะเพิ่มสภาพคล่องของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ด้วยการส่งเสริมธุรกรรมข้ามตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์อาเซียนให้สะดวกและง่ายขึ้น และการออกผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ในอาเซียน ความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนจะเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดการลงทุนมายังภูมิภาค

ทุกช่วงตลาด โดยเฉพาะตลาดที่เฉยชาอย่างปัจจุบัน ผมกลับมานั่งทบทวนพอร์ตและวิชา ตำรา หนังสือต่าง ๆ ทีเรียนมาใหม่อีกรอบทุกครั้ง

หลายครั้ง ราคาหุ้นเขยิบขึ้นไปสูงจนผมอยากจะขายหลายครั้ง หรือหลายครั้ง ราคาหุ้นไม่ขยับไปไหนเลย ในระยะเวลาที่ยาวนาน หรือแย่กว่านั้น ราคาหุ้นกลับลดลงผิดกับที่คาดไว้ ทุกความรู้สึกที่ถาโถม เป็นเครื่องพิสูจน์นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาวทุก ๆ ครั้ง

PE สูงจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับขึ้นไปตลอดโดยกำไรตามไม่ทัน) หรือต่ำจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับลงตลอด ทั้ง ๆ ที่กำไรปัจจุบันเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหวั่นไหว Indicator หลาย ๆ ตัวที่เป็นจุดทดสอบนักลงทุนก็ปรับจนอยู่ในโซนขาย และ

คำถามข้างต้นผมนั่งดูสิ่งที่เป็นคำตอบส่วนตัวของชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา มีทั้งการขายทิ้งไปก่อนแล้วกลับมาซื้อ หรือขายไปแล้วไปลับ แบบที่เรียกว่าขายหมู หรือถือจนเบื่อ ก็มีทั้งผิดบ้าง ถูกบ้าง และผมก็พบอีกอย่างหนึ่งว่าการเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า อาจจะไม่ยากเย็นเท่ากับการถือหุ้น หากนักลงทุนเริ่มมีความชำนาญขึ้นในการวัดมูลค่า การถือหุ้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการเป็นนักลงทุนระยะยาว

หากสังเกตหุ้นที่บัฟเฟตต์ถืออย่าง Coke ก็เห็นได้เลยว่า มีนักลงทุนหลายคนเคยซื้อด้วยความคิดเหมือนบัฟเฟตต์ แต่ที่ไม่เหมือนคือวิธีคิดตอน “ถือหุ้น” ที่ผมคิดว่าหาคนมาเทียบได้ยากมากบนโลกใบนี้ ผมเฝ้าแสวงหาเหตุผลว่าบัฟเฟตต์ทำได้อย่างไร ก็พบได้คำตอบเดียวคือ DCA


ราคา Coke ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ที่มีระยะเวลารอคอยที่ยาวนานในช่วงทศวรรษ 70


ราคา Coke ใน 10 ปีล่าสุด ที่มีการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่มากมาย แต่ราคาไม่ไปไหน (กราฟนี้เป็น Scale Log นะครับ)

Competitive Advantage คือความสามารถในการแข่งขันที่อยู่กับตัวธุรกิจ อาจจะเป็นตราสินค้าที่มีคนจงรักภักดี ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี สิทธิบัตร หรือทำเลทางธุรกิจ แต่สิ่งนี้ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะบัฟเฟตต์บอกว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ดีจะต้อง “ยั่งยืน” ด้วย หรือที่แกเรียกมันว่า Durable Competitive Advantage

สิ่งนี้ถ้าพบก่อนคุณก็จะกำไรมหาศาล ยิ่งถ้ามุมมองคุณไม่เหมือนกับตลาดในทีแรก แต่ถึงคุณจะพบมันทีหลัง มันก็จะส่งผลทวีให้คุณได้หากคุณถือหุ้นระยะยาวเพียงพอ ผมคิดว่า concept ง่าย ๆ แค่นี้ นักลงทุนที่ลงทุนมาแล้วระยะหนึ่งย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เพราะอะไรถึงปฏิบัติได้ไม่เหมือนบัฟเฟตต์

ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือ บัฟเฟตต์มองแต่ DCA ตลอดเวลา เรียกว่าทุกลมหายใจ จากการนั่งฟังเทปแกบรรยาย รวมถึงอ่านรายงาน ไม่เคยมีส่วนไหนที่ไม่พูดถึง DCA ส่วนนักลงทุนทั่วไปมองแต่ราคา หรือมูลค่าในระยะสั้น รวมถึงกำไรในระยะสั้น ๆ และอีกสิ่งหนึ่งคือความไม่ศรัทธาใน DCA หรือคิดว่า มันไม่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองไทย หรืออะไรก็ตาม อันที่จริง ถ้าค่อย ๆ มองจะเห็นว่า ธุรกิจไหนที่ผู้บริหารมุ่งสร้าง DCA ธุรกิจไหนที่มุ่งแต่สร้าง EPS หรือมุ่งเน้นแต่กำไร

ผมคิดว่าถ้าเราไม่โลภเกินไปนัก อดทนรอไประยะหนึ่ง จะพบได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ถูกและไม่เคยผิดเลยคือ สำหรับนักลงทุนระยะยาว มีแต่ DCA เท่านั้นที่เป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งของการถือหุ้น (ให้ประสบความสำเร็จ :) )

Posted by: Lin | June 19, 2011

นักลงทุนระดับโลก

สำหรับคนที่จะหาต้นแบบนะครับ รายชื่อไม่ได้เรียงตามอะไรครับ ฉายาผมตั้งเองเอาอย่างท่านยาขอบ ถ้ามือใหม่ก็ทำความรู้จักชื่อต้น ๆ ไว้ก่อนได้เลยครับ หาอ่านได้ง่ายกว่า

- Warren Buffett ผู้ลงทุนตลอดกาล
- Peter Lynch ผู้ลงทุนทั้ง 10 ทิศ
- Philip Fisher ผู้ถือโมโตโรล่าไปจนสิ้นชีวิต
- Benjamin Graham โยดาแห่งนักลงทุนคุณค่า
- John Neff ผู้ลงทุนปลอดภัยไว้ก่อน
- George Soros อัจฉริยะผู้เข้าใจได้ยาก
- Jesse L. Livermore ผู้ใส่กางเกงขาสั้น
- John (Jack) Bogle ผู้ลงทุนที่สุขสบาย
- Bill Miller ผู้ชนะ S&P
- John Templeton ผู้ลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเล
- Carl Icahn ผู้เป็นราชา
- David Dreman ผู้ลงทุนสวนกระแส
- William H. Gross
- William J. O’Neil
- Julian Robertson
- Thomas Rowe Price, Jr.
- James D. Slater
- Michael Steinhardt
- Ralph Wanger

แต่ละท่าน เรียกได้ว่ามีอะไรให้เราศึกษาเพียบครับ หนังสือโดยกูรูเหล่านี้อ่านกี่เที่ยวก็ยังไม่แตกฉาน ทุกครั้งที่มีวิกฤต ผมจะเอาหนังสือพวกนี้มาอ่านอีกครั้ง อย่างน้อยก็ควรอ่านหนังสือของท่านเหล่านี้ 3 ท่านก่อนจะก้าวเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

สิ่งที่ควรศึกษาคือวิธีการ แนวคิดการลงทุน ความสำเร็จ และความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนแต่ละท่าน สำหรับภาคภาษาไทยมี blog ของ dekisugi.net รวบรวมไว้หลายท่าน หนังสือของคุณพรชัย รวมถึงหนังสือแปลหลายเล่มของดร.นิเวศน์ การรู้แนวคิดและวิธีการลงทุนเหมือนรู้ว่าเวลารบ อาวุธมีธนู พลอง ดาบ หอก ส่วนจะเลือกแบบไหน ก็คงต้องใช้เวลาในการลงทุนระยะหนึ่งก่อน

Money Talk ล่าสุดมีพูดถึงเรื่องนี้ด้วย Link : http://blip.tv/sorawut/money-talk-บทเรียนจากกูรูหุ้นระดับโลก-5294062

หลังจากอ่านเรียบร้อยแล้ว การลงทุนได้ดี ต้องเข้าใจธุรกิจได้ดีด้วย ผมแนะนำให้อ่านหนังสือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาอ่านต่อเลยครับ พอได้สองภาพแล้ว จะเข้าสำนักไหน หรือจะฝึกวิชาอะไร ก็ตามจริตของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

Older Posts »

Categories

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.