DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง …. รวมถึงวิกฤตครั้งนี้ (ตอนที่ 4 จบ)

6

November 1, 2011 by Lin

ผมเติบโตมาบนวิถีทางการลงทุนปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว

ทุก ๆ ช่วงเวลา ผมเห็นนักลงทุนคนอื่น ๆ ตามเวปบอร์ดเติบโตเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือล้มหายตายจากไปมากมาย ผมยืนยันวลี “คนตายไม่ได้พูด” นั้นเป็นของจริง คนที่ล้มหายไป (บางครั้งอาจจะไม่ได้ขาดทุนก็ได้นะครับ แค่หายไปเฉยๆ) มีจำนวนมากกว่าคนที่สำเร็จแบบเทียบเปอร์เซนต์กันไม่ติดทีเดียว

ไม่ต่างกับกิจการต่าง ๆ บนโลกใบนี้ บางกิจการเติบโตอย่างเฟื่องฟูในยุคหนึ่ง ๆ และตกอับลงมาในอีกยุคหนึ่ง เช่นอีสแมนต์ โกดัก(NYSE:EK) เคยยิ่งใหญ่สมัยกล้องฟิล์มยังโด่งดัง แต่ตกอับอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา ปัญหาของอีสแมนต์ คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของกิจการผิดพลาด ให้ความสำคัญกับฟิล์ม ทั้ง ๆ ที่ระบบ Digital นั้นกำลังคืบคลานมา


ในช่วงเวลา 15 ปีแห่งกล้องดิจิตอล หุ้นโกดัก กลับมีราคาลดลงเหลือ 1 เหรียญ จากเกือบ 100 เหรียญในช่วงที่เคยยิ่งใหญ่

อุปมาเปรียบผู้บริหารในองค์กรแล้ว DCA ตัวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทุกตอน ก็อุปมัยคือ

“DCA ในตัวคุณ” นั่นเอง

หลายครั้งคนเราเรียนรู้เพื่อจะพัฒนาประสิทธิภาพการลงทุนมากเกินไป คนที่ปีนบันไดแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว คือคนที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าบันไดนั้นตั้งอยู่ผิดที่ผิดทาง การปีนบันไดนั้นจะไม่มีประสิทธิผลเลย การลงทุนที่มีประสิทธิภาพดีคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมาก ๆ (ในเวลาอันสั้น ๆ ) แต่อันที่จริงทิศทางการลงทุนที่มีประสิทธิผลคือในเวลาที่ผ่านไป DCA ในตัวคุณควรจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กว้างจนข้าศึกอย่างวิกฤตอันเลวร้าย มีโอกาสทำร้ายคุณได้น้อยมาก

ผมศึกษานักลงทุนที่สำเร็จเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และศึกษาจากบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเนื้อหาดูซ้ำซากน่าเบื่อ แต่อันที่จริงผมอยากเปรียบเทียบว่า เราในฐานะพุทธศาสนิกชน เรียนรู้คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาวนานตั้งแต่ประถม เรียนศีล เรียนสมาธิ เรียนปัญญา เราก็ยังคงต้องเรียนมันอยู่ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ เวลาแห่งความเพียรศึกษาก็ยังไม่จบสิ้น เพราะเรามิได้เข้าใจมันจริงตลอดเวลา

ปัญหาคือศาสดาแห่งการลงทุนของเราคือใคร สำหรับตัวผม ผมตอบได้ชัดเจนว่าคือบัฟเฟต รวมถึงคนอื่น ๆ ข้างเคียงอย่างลินซ์ หรือฟิชเชอร์ ถึงกระนั้นผมไม่เคยปิดโอกาสในการศึกษา มีหนังสือหลายเล่มพูดถึง New Normal ของการลงทุน ที่การ Buy and Hold จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ ผมนั่งอ่านหลายเล่มด้วยความเพลิดเพลิน และไม่เคยปิดกั้น แต่เอาแนวคิดมาใช้อย่างรัดกุม แต่แน่นอนว่าแก่นของแนวคิดการลงทุนผม จะต้องไม่เปลี่ยนไป

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือ เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาดีรึยัง ศาสนาพุทธสอนให้เรารักษาศีล ถามว่าใครบ้างที่สามารถทำได้สำเร็จบริบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่มันคือก้าวเล็ก ๆ สำหรับการเดินทางไปนิพพาน ฉันใดฉันนั้น การลงทุนที่ดีย่อมประกอบจากองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย น้อยคนที่ทำมันได้ตลอด และนั่นคือจุดแตกต่าง

ช่วงเวลานี้ และช่วงเวลาไหน ๆ ผมทำอะไรหรือ ผมก็ขุดคูน้ำของผมเพิ่ม โดยการนั่งอ่านหนังสือเก่า ๆ อีกครั้ง นั่งอ่านหนังสือใหม่ ๆ โหลดมาบน Kindle เข้าไปศึกษากิจการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยดู (และพบกิจการดี ๆ หลายตัว) ทบทวนพอร์ตเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น (เช่นอุทกภัยครั้งนี้) และปรับปรุงมันให้แข็งแรง และสำคัญกว่านั้นผมให้ความสำคัญกับครอบครัว เพื่อนฝูง สิ่งที่ผมรัก สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย ที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตผมไม่หลงทาง

Advertisements

6 thoughts on “DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง …. รวมถึงวิกฤตครั้งนี้ (ตอนที่ 4 จบ)

  1. ake says:

    Investment should not be the only thing for one’s life kab.

    Good thinking kab.

  2. np2521 says:

    เพิ่งได้ติดตามอ่าน ได้แรงบันดาลใจมากครับ อยากให้ช่วยขยายความว่าแนวคิดใหม่ๆในหนังสือช่วงนี้ที่ว่า Buy and Hold อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรครับผม

    • Lin says:

      คือวิกฤตจะมาบ่อยกว่าเดิม (เดิม 7-10ปี) ดังนั้นระหว่างทางราคาจะกระแทกขึ้นลงตลอด กลยุทธ์ momentum อาจจะได้ผลดีกว่า buy and hold ครับ

      • ฟืน says:

        แล้วพี่หลิน มีความเห็นกับไอเดียนี้ ที่ว่าวิกฤตจะเกิดบ่อยขึ้น จน momentum จะได้ผลดีกว่า buy and hold อย่างไรครับ?
        ขอบคุณครับ^^

  3. Lin says:

    ไม่มีวิธีใดที่ได้ผลดีที่สุดตลอดเวลาครับ และมันก็เกี่ยวกับองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย ปัจจุบันขาขึ้นแบบนี้ แน่นอนว่า momentum อาจจะดีกว่า เพราะมีแรงซื้อตาม ในทางทฤษฎี mementum investing ก็อยู่บนสมมุติฐาน zero sum game เพราะจะต้องมีคนเจ็บ และมีคนได้ และอยู่บนพื้นฐานว่าความเสี่ยงย่อมสูงกว่าต้องมีการนำฝูงชน มีไบแอสเยอะ ๆ คือต้องบิ้วจนหุ้นตัวนั้นมีคนตามแห่ให้จนได้

    แต่ส่วนตัวผมคิดว่า buy and hold เป็นวิธีป้องกันการขาดทุนได้ดีที่สุดครับ (hold นี่ไม่ได้มีความหมายว่าจะ hold นานแค่ไหนนะครับ) มีผลตอบแทนพอสมควรตามศักยภาพของบริษัทที่เราลงทุน มีเวลาและความสุขกับการใช้ชีวิต ส่วนผลกำไร น่าจะเป็นปัจจัยที่ตามมาสำหรับผม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Archives

Blog Stats

  • 345,369 hits
%d bloggers like this: