ขอตั้งเป็น Page ไว้เลยครับ มีอะไรจะตามมา Update ที่นี่
กลยุทธ์ปี 2010
ปีนี้มีเวลาน้อย เนื่องจากมีภารกิจหลายอย่าง และตลาดน่าจะมีทิศทางไปใน sideway ซะมากกว่า ผมเลยคิดว่าจะหากลยุทธ์ที่จะลดการใช้เวลากับตลาดหุ้นลง แต่เพิ่มคุณภาพให้มากขึ้น (ที่ทำไม่ได้ซักที ปีนี้ต้องทำให้ได้) โดยตั้งเป้าหมายในการลงทุนเหมือนเดิมคือ 15% และชนะตลาด แต่ตั้งใจว่าจะใช้เวลาน้อยลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
ลดปริมาณการดูข้อมูล ติดตามหุ้น และดูจอ
1. ลดการมองภาพสั้น ไม่ขายหุ้นกลุ่มที่ตั้งใจซื้อเก็บไว้ 10 ปีเด็ดขาด โอกาสที่พื้นฐานหุ้นที่จะถือ 10 ปีจะเปลี่ยนแรงในปีเดียวยากมาก ทำไมเราจะต้องไปทบทวน ดูราคามันตลอดเวลา ดังนั้นปีนี้จะลดการดูหุ้นให้น้อยที่สุด ให้เหลือซักอาทิตย์ละครั้ง
2. ลดการดูภาพตลาดรวม ลงทุนเพิ่มเฉลี่ยทุกเดือนตามงบปี 2010 ไม่ Time market อันที่จริง การ Time market ในตลาดหุ้นไทยนั้น เหมือนจะใช้ไม่ได้ในระยะยาว ผมลองอ่านหนังสือรวยด้วยหุ้น ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์หุ้นในช่วงยุคก่อนวิกฤต พบว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเอง Time market ได้ ผลตอบแทนในการ Time market ในช่วงนั้นก็สูงจนทุกคนมุ่งมาทางนี้หมด (ซึ่งไม่ต่างจากช่วงนี้) แต่สุดท้ายก็ได้แค่เบี้ย แต่เสียเป็นตำลึงทอง
3. ลดการมองภาพตลาดต่างประเทศ แม้ว่ากูรูจะขู่ตลาด 2010 ตลอดเวลา แต่ผมคิดว่าถ้าไม่มี big hit เข้ามา คงไม่ใส่ใจอะไรนัก อีกทั้งผมก็ไม่ลึกซึ้งกับเศรษฐศาสตร์มหภาค แต่คนที่เข้าใจก็มีอยู่มากมายในตลาด โดยเฉพาะที่อเมริกา ดังนั้น ดูดัชนีดาวโจนน์ผมว่ามันก็เหมือน consensus ระดับหนึ่ง อาจจะดูการดัชนีการว่างงาน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย FED ผมว่าแค่นี้น่าจะพอ
4. ลดการปรับพอร์ตให้น้อยที่สุด เน้นการปรับพอร์ตหลังจากงบออก ลดความซับซ้อนในการประเมินมูลค่าใหม่ โดยเงินลงทุนเพิ่มจะซื้อหุ้นในพอร์ตที่ PEG ต่ำที่สุดและปรับตัวขึ้นน้อยที่สุด(เทียบกับต้นปี) ในกรณีที่ไม่เจอหุ้นใหม่
5. ลดการดูบทวิเคราะห์ ข่าวหุ้น รวมถึงการเก็งดัชนี หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิค สิ่งนี้มีประโยชน์ แต่บางครั้งเรา consume over information รับแต่สิ่งที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์
6. ลดการเข้าเช็คข่าวหุ้นทางเน็ต โดยเฉพาะ weekday ทำ Routine เช็คผ่าน e-finance, webboard สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็พอ เวปบอร์ดปัจจุบันผมคิดว่ามีคนหลากหลายมาก และทำให้เรา Bias ได้ง่าย การอ่านบ่อยยิ่งทำให้โอกาสจะตกหลุมพรางนายตลาดก็ยิ่งมากขึ้น (ยกเว้นแต่บางกระทู้)
เพิ่มคุณภาพการติดตามบริษัท
7. เพิ่มการ Focus ในเข้าประชุมประจำปีทุกบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ นอกเสียแต่จะจัดในวันเวลาเดียวกัน เตรียมตัว 1 วันก่อนประชุม ถือเป็นการทบทวนหุ้นระยะ 1 ปีไปในตัว
8. เพิ่ม Focus ระยะใน Quarter ติดตามงบและ Oppdays ของบริษัทที่ถือ ดูบริษัทอื่นเฉพาะ PPT และช่วง Q/A และเช็คข้อมูลกิจการจากตัวสินค้าจริง และพนักงาน รวมถึงการทำความรู้จักและเข้าถึงนักลงทุนสัมพันธ์
เพิ่มโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทน
9. เพิ่มการคัดเลือกหุ้นที่จะทำการศึกษาใหม่ในแต่ละเดือน เน้นหุ้น PEG ต่ำเป็นหลัก Stock selection น่าจะเป็น key สำหรับปี 2010 แต่หุ้นที่เต็มพอร์ต (และเพิ่งถ่ายน้ำเสีย ซื้อธุรกิจดี ๆ เข้ามา) คงมีความจำเป็นในการหาหุ้นน้อย ผมคิดว่าการดูหุ้นตัวเองมากเกินไปทำให้เกิด bias การดูหุ้นใหม่ ๆ จะช่วยลด bias ตรงนี้ ดังนั้นการหาหุ้นใหม่ตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่อาจจะตัดทิ้งไม่ได้
10. เพิ่มการลงทุนต่างประเทศ เป้าหมายคือ 5% ของพอร์ต ใช้ Trading system กับ ETF การลงทุนต่างประเทศนี่ ผมชักเข้าชักออกอยู่นาน สาเหตุคือปัจจุบันทุกอย่างยังไม่อำนวย เหมือนรายย่อยโดนเอาเปรียบ แต่ปีนี้คงจะเริ่มทะยอย explore ให้มากขึ้น
กลยุทธปีกระต่าย 2011 คือ
ปีนี้ผมคิดว่าจะผันผวน ถามว่ายากกว่า 2010 มั๊ย ผมคิดว่ายากกว่า แต่จริง ๆ แล้วตลาดหุ้นยากทุกปีนั่นแหละ ผมตั้งเป็นกลยุทธกระต่าย 5 ตัวแล้วกัน
1. กระต่ายแสนกล ต้องรอบรู้ หลักแหลม ประชุม Annual meeting จะเข้าให้ครบ ไป Company visit ให้ได้เยอะ ๆ แล้วก็ซื้อหนังสือมาอ่านเดือนละ 2 เล่ม
2. กระต่ายกับเต่า คือต้องไม่ประมาท ห้ามนอนหลับกลางสมรภูมิ ขยันหาหุ้นต่อไป
3. กระต่ายตื่นตูม จะไม่เป็นกระต่ายที่ตื่นตูม มีความนิ่งในการตัดสินใจ ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปีนี้น่าจะเป็นตลาดที่ผันผวนมากปีหนึ่ง
4. กระต่ายขาเดียว ถึงจะไม่ตื่นตูม แต่จะไม่ดื้อยืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียว เผื่อตลาดจะ crash หนัก
5. กระต่ายหมายจันทร์ ยืนหยัดในทิศทางเดิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ ถึงจะไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ก็ตกท่ามกลางดวงดาว (แต่ดวงจันทร์มันใกล้กว่าดวงดาวหนิหว่า -_-”)
อาทิตย์แรก แทบไม่ได้ดูหุ้นเลย สบายตัวมากครับ
ราคาหุ้นในพอร์ตในระยะ 1 อาทิตย์ก็ +/- ตั้งแต่ -3% ถึง +6% พอร์ตรวมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากบวกนิดหน่อย
แต่ยังคิดหุ้นใหม่ที่จะลองทำการบ้านไม่ได้ อันนี้ต้องค่อย ๆ นั่งอ่าน trend ปี 2010 แล้วก็คิดต่อไป..
By: Verapong on January 9, 2010
at 6:04 am
ถ้าค้นพบวิธีที่ต้องปรับพอร์ตน้อยมาก แต่ผลตอบแทนในระยะยาว surprisingly good เมื่อไรก็เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์หุ้นไทยได้แล้ว
By: Dekisugi on January 9, 2010
at 11:32 am
แหะ ๆ คงต้องถามพี่มากกว่า ถ้าจะมีสูตรลับระดับปรมาจารย์แบบนั้น
คุณภาพหุ้นในตลาดหุ้นไทย + กับความผันผวนตลาด เร่งให้ต้องปรับพอร์ตกันเร็วมาก
และผมเชื่อว่าตลาดหุ้นเป็นอะไรที่ input –> output ค่อนข้างแปรผันกันแบบยุติธรรม ถ้า input effort เยอะ ผลลัพท์ก็ควรจะดีขึ้นด้วย
แต่ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าผมเสียเวลาเยอะ ไปกับสิ่งที่ไม่ค่อยได้ประโยชน์
เรียกว่าหาจุดสำคัญของการลงทุนตัวเองแล้วกันครับ
สิ่งไหนคือสิ่งที่สำคัญ อยากหาให้เจอได้ในปีนี้
By: Verapong on January 9, 2010
at 5:17 pm
ตอนนี้จะรีบหาหุ้นเผื่อ ๆ ไว้ให้ได้ซัก 12 ตัวเลย แล้วจะซื้อติดไว้หุ้นละนิดละหน่อยไปประชุมประจำปี
เสาร์อาทิตย์จะเน้นทำการบ้านหน่อย วันธรรมดาหยุดพัก (สำหรับงานดูแลพอร์ตลงทุน)
By: Verapong on January 9, 2010
at 5:19 pm
วันนี้อ่านบทความดร. เรื่องอาหารหรือขยะ
http://www.thaivi.com/2010/01/103/
ตรงกับแนวคิดที่จะใช้ปีนี้ คือ ลดขยะข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก focus ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
แต่ต้องให้แน่ใจว่าที่ลดน่ะเป็นขยะ ไม่ใช่อาหารเหลา อิอิ
By: Verapong on January 12, 2010
at 2:36 pm
วันนี้ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว ครึ่งเดือนซื้อหนึ่งที ซื้อหุ้นในพอร์ตที่ PE ถูกหน่อย ราคาหุ้นยังไม่ขึ้น แล้วดู ๆ เหมือนมีแวว วอลุ่มกำลังมา อ่านแล้วสงสัยตัวเองว่าซื้อด้วยแนวการลงทุนแบบไหน เอาเป็นว่าเป็นแนวทางตัวเองแล้วกัน
คืนนี้เคลียร์งานเสร็จจะเขียนบล็อกเที่ยวฝรั่งเศสต่อ ตะลุยโปรวองซ์
โปรวองซ์เป็นอะไรที่เขียนยากมากๆ อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกดี ๆ ที่มีออกมาเป็นคำพูด แต่ความสามารถไม่ถึง ก็เลยดองไว้ยาว หวังว่าคืนนี้จะ build อารมณ์ได้
By: Verapong on January 15, 2010
at 3:26 am
นั่งดูราคาหุ้นวันนี้ เห็น set ปรับตัวลง
ตกใจที่หลายตัวในพอร์ตปรับตัวลง2-3% ในวันเดียว (ปกติจะไม่เคลื่อนไหวมาก)
พอไปดูที่ราคาหุ้น อ้าวเท่าอาทิตย์ที่แล้ว 555
คิดถึงคน trade ไป ๆ มา ๆ อาจจะ do for nothing or loss (จากค่าคอม)
สำหรับนักลงทุน ถ้าดูไป ๆ มา ๆ ก็คือ do(ดู) for nothing เหมือนกัน แล้ว loss (จากการเสียสายตาด้วย อิอิ) สรุปว่าดูหุ้นน้อยลงก็ไม่เลวเหมือนกัน พอเข้าที่แล้ว
By: Verapong on January 19, 2010
at 11:15 am
H-Shares ตัวไหนน่าสนใจบ้างครับ
By: Dekisugi on January 21, 2010
at 5:54 am
สนใจ China mobile รึเปล่าครับ
ผมเคยทำ DCF เทียบกับ ADVANC ตอนเรียน mba อยู่ น่าสนเหมือนกัน
ตัวอื่น ๆ ดูแต่ตัวธุรกิจ ไม่เคยดู valuation เลยครับ เอาแบบตัวใหญ่ ๆ
หุ้นพลังงานเค้าค่อนข้างเก่งมาก ผมรู้สึกว่าลักษณะคนจีนเหมาะกับธุรกิจแบบนี้ เลือกได้เลยตัวใหญ่ ตัวเล็ก ถ้าเก่งหุ้นพลังงาน เลือกมาเทียบกับพี่ปอได้เลย ความเหมือนในความต่าง
แบงค์โตกระจาย ผมชอบ ICBC สุด จากการดูแนวคิด การใช้บริการ ดูผู้บริหาร
หุ้นประกัน ไม่ค่อยชอบ เพราะโมเดลมันตัน ๆ โตยาก แต่ดีกว่าแบงค์ที่หาคนเข้ามาแข่งยาก
สาธารณูปโภค พวกรถไฟ ถนน ผมว่าดีหมด ผมเดินทางในจีนมาก รู้สึกรูปแบบธุรกิจเค้าเหมาะสม คือคนใช้จ่ายก่อน ถ้าคนใช้ happy คนใช้ยินดีจ่ายอีก(จริง ๆ ไม่ค่อยมีทางเลือกเท่าไหร่) แล้วเอาเงินมาลงทุนต่อ
สิ่งที่สำคัญคือ ผมยังไม่รู้วิธีคิด มุมมองเกี่ยวกับตลาดหุ้นของผู้บริหารคนจีน การทำบัญชี ฯลฯ เคยดูงบของตลาดเซี่ยงไฮ้ อ่านงบแล้วก็ยังขาดมาตรฐานอีกมาก ไม่แน่ใจ H-share ต้องทำตามมาตรฐาน IFRS รึเปล่า
ผมเลยขอแว๊ปมา ETF ก่อน 2801 หรือ 2823 น่าจะเหมาะกับชีวิตและความรู้ผมที่สุดในตอนนี้ ตอนนี้ดูหุ้นน้อยมากเลยครับ กำลังถือศีลหุ้นอยู่ 555
By: Verapong on January 21, 2010
at 7:53 am
China Mobile ยังโตได้อีกมั้ย? ทางไหนบ้าง?
ผมสนใจพวกรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ๆ ของเขามากที่สุด คิดว่าน่าจะไว้ใจได้ระดับหนึ่ง และรัฐบาลคงช่วยผลักดันสุดๆ
สนใจ PetroChina ด้วย แต่สงสัยว่าทำไมบัฟเฟตขายไปแล้ว
ผมมีคำอธิบายแล้วว่าทำไม A-share แพงกว่าเยอะ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ มีการเก็งว่าจะมีการปล่อยให้หยวนแข็งในอนาคต เมื่อวันนั้นมาถึง A-Share กับ H-share ก็จะมีราคาคิดเป็นดอลล่าร์ใกล้เคียงกันเองโดยอัตโนมัติ
By: Dekisugi on January 21, 2010
at 11:01 am
รู้สึกลูกค้า China mobile จะมีแค่ 1/3 ของประชากรจีนเองครับ (ไม่รวมพวกที่มีหลาย sim)
และจีนยังเป็นประเทศที่ใหญ่ ภูมิประเทศบางแหล่งเหมือนแถบสแกนฯมาก ๆ ผมว่า wireless ยังไงก็เป็น need ของประเทศ china mobile นี่เสาสัญญาณเจ๋งมากครับ ผมเดินทางไปเส้นทางสายไหม อยู่กลางหุบเขาขนาบซ้ายขวา แบบ 20000 feet แต่เจอเสา china mobile ครับ ใช้ solar cell และส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม สุดยอดมาก
แล้ว marketing ของ china mobile เก่งมากครับ คนจีนที่ว่าเคี่ยว ๆ แล้ว ก็โดน china mobile ทำ price discriminate ละเอียดยิบจนไม่รู้ตัว เก่งกว่าอันดับสองแบบไม่ทิ้งฝุ่น แบบ super company จัด ๆ เลยครับ
ยังมี trend เรื่อง social network เรียกว่ากินในประเทศก็ไม่หมดแล้ว pe ก็ไม่มาก ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
Petrochina ผมว่าบัฟเฟตขายไม่ใช่เพราะตัวธุรกิจครับ คิดว่าเป็นเพราะ stock market มัน bubble สุดขีด ทุกคนก็คิดว่าจีนจะเละหลัง BJ2008 ถ้า buffet ขาย petro china ช้าอีกหน่อยก็คงได้ 10 เด้งล่ะครับการลงทุนตัวนี้
A กับ H share ฟังดูเป็นเหตุผลมหภาคที่เข้าท่ามากเลยครับ แต่ผมเชื่อว่า เหตุผลส่วนหนึ่งก็คงมาจากตลาด Shanghai เป็นตลาดปิดจากนักลงทุนต่างประเทศ และคนจีนก็เข้ามาลงทุนต่างประเทศ (รวมทั้งตลาดฮ่องกง) ไม่ได้ อันนี้คงเป็น demand supply เหมือน ๆกับหุ้น F บ้านเรา
รัฐวิสาหกิจน่าสนใจครับ เพราะ monopoly แต่ผมเคยไปสัมผัส การบริหารจัดการแย่มากครับ ผมชอบบริษัทที่เป็นเอกชน แต่ได้ utilize monopoly power เหมือนรัฐวิสาหกิจมากกว่าครับ (เช่นหัวเหว่ย)
เอาไว้มี company visit อีก คุยกันละเอียดได้ครับ แต่ข้อมูลผมไม่เด็ดขาดหรอกครับ เอาจากชีวิตที่ได้เห็น ได้คุยกับคนจีน ไม่ได้ sense ลงทุนที่นั่นเท่าไหร่ ไม่งั้นคงเข้าไปลงทุนนานแล้ว จด ๆ จ้อง ๆ อยู่ได้
By: Verapong on January 21, 2010
at 11:34 am
พวก State-owned Enterprise นี่ เคยได้ยินว่า นโยบายของปักกิ่ง คือ Keep the big one, let go off the small ones
เข้าใจว่า อันใหญ่ๆ เขามองว่าเป็น strategic ของประเทศ ยังไงก็ต้องลากไปให้ได้ ส่วนอันเล็กนี่ แก้ไม่ไหวจริงๆ ถ้าใครอยากได้ก็เอาไปเลย (แต่เอาหนี้ไปด้วยนะ) อะไรประมาณนั้น
พวกเอกชนแท้ๆอย่างบริษัททำแบตตารี่ที่บัฟเฟตซื้อ นี่เป็นธุรกิจที่ผมไม่กล้าลงทุนระยะยาวเท่าไร แต่บัฟเฟตแกคงเห็นดูผู้บริหารมาแล้วว่าดี ซึ่งเป็นอะไรที่เราเข้าไม่ถึง ราคาหุ้นก็พุ่งแรงมาก ทำให้ยิ่งไม่กล้าซื้อเข้าไปใหญ่
พวก wind power ก็ดูน่าสนใจดี
China Mobile น่าสน รับไว้พิจารณา พีอีต่ำซะด้วย (แต่ไม่รู้ต่ำอย่างมีเหตุผลที่เราไม่รู้รึเปล่า)
By: Dekisugi on January 21, 2010
at 2:49 pm
ใช่ครับ เป็นวิธีแปรรูปของเค้าเลย
ขายทิ้งไปซะมาก ให้กับพนักงาน หรือผู้บริหารที่มีฝีมือ
ผมเคยเจอพนักงานธรรมดา ขึ้นมาเป็นเศรษฐีพันล้านได้ อายุแค่ 30 เอง
แต่ที่แสบกว่าคือ โรงงานประเภทนี้ (ให้ยกตัวอย่าง เช่นโรงงานเหล็กขนาดเล็ก ๆ โรงงานกระดาษ เหมืองขนาดเล็ก) พอซักระยะ รัฐบาลกลาง และท้องถิ่นก็ขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งธุรกิจที่อยู่ในหมวดที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสูง ก็โดนหนัก มาร์จินก็หดตัวลง เร่งให้โรงงานเหล่านี้ปรับตัว ใครปรับตัวไม่ได้ก็อยู่ไม่รอด
อีกตัวคือ บริษัทอย่าง baidu ก็แจ๋วครับ ได้รัฐช่วยตบตีกับ google ใครจะหาอะไรในจีน ต้อง baidu เท่านั้นครับ ดังนั้น baidu ในอนาคตก็ไม่ใช่แค่คนจีนที่ใช้ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น internet ของจีน pe มันเลยสูงโด่ขนาดนั้น
By: Verapong on January 22, 2010
at 1:46 pm
นั่งดูราคาหุ้น ผมรู้สึกว่า ตอนนี้ตลาดหุ้นกำลังเขย่า
คือเขย่าราคาให้เข้าสู่จุดที่เหมาะสม (โดยอาศัยข่าวมากมายในช่วงนี้)
ปีที่แล้ว ราคาหุ้นวิ่งเร็วมาก จนสร้างแพทเทิร์นทางเทคนิค ให้นักเทคนิคเล่นและสร้างบรรทัดฐานและข้อตกลงราคาขึ้นมากันเอง
แต่สุดท้ายราคาก็จะกลับมาอยู่ในจุดที่คือมูลค่าจริง ๆ เริ่มต้นปีก็เริ่มเห็นแล้วว่าปีนี้เป็นปีแห่ง stock selection ที่แท้จริง
By: Verapong on January 22, 2010
at 1:52 pm
นั่งดูราคาหุ้น อารมณ์นลท.เริ่มเปลี่ยนแล้ว เพิ่งผ่านไปเดือนเดียวเอง อิอิ
เดือนนี้ไปซื้อตามระบบ ได้ราคาแพงไปหน่อย แต่วิธีการซื้อหุ้น pe ต่ำ ป้องกันตลาดขาลงได้จริง ๆ
อาจจะต้องปรับพอร์ตหุ้นหน่อย และยังมีกระสุนเหลือ 11/12 นัด แต่ผมว่ายังไม่ใช่เวลา buy อย่าเพิ่งไปรีบร้อนรับซะล่ะครับ
By: Verapong on January 26, 2010
at 10:39 am
ตลาดหุ้นปีนี้ รับน้องใหม่ปี 2009 ได้ดุจริง ๆ
ใครลงทุนแนวรับ รอเด้งในปีที่แล้ว แล้วกำไร ปีนี้เน่าหมด
By: Verapong on January 27, 2010
at 10:26 am
ผมสังเกตว่า คนดูหุ้นเยอะตอนหุ้นขึ้น
พอหุ้นตกก็ปิดจอ เลิกดู (เหมือนยอมรับความจริงไม่ได้)
จริง ๆ น่าจะเป็นตรงข้าม คือหุ้นขึ้น เลิกดู let profit run
หุ้นลงดูหน่อย ว่าตัวเองคิดผิดรึเปล่า/cut loss/หรือว่าจะปรับพอร์ตดีมั๊ย
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือน นับว่าเดือนนี้ทำตามกลยุทธ์ได้ดี ใช้ได้ผลดีพอสมควร ผลลัพท์ก็ไม่เลวร้าย ไม่เสียเวลา และชนะตลาด ส่วนราคาหุ้นก็ไปตามทิศทางตลาดบ้างมากน้อย ซึ่งเราไม่ควรสนใจจนกว่างบจะออก
ได้หุ้นเพิ่มมาศึกษา แต่คงไม่ได้ซื้อ เพราะหุ้นที่อยากได้บางตัว ราคามันลงมาจนเริ่มน่าสนใจ จนต้องแคะกระปุก (ขายหุ้นประเภทกระปุกออกสินทิ้ง) แล้วมาซื้อไว้บ้าง
บางทีลงทุนหุ้นก็ง่ายกว่าที่คิด คือซื้อกิจการชั้นเยี่ยมเข้าไว้ ถือนาน ๆ ราคาที่ซื้อก็ค่อย ๆ ซื้อตอนเค้าขายทิ้งกันนี่แหละ
(ใส่ ปล. เพิ่มหน่อยว่า การซื้อขาย ขึ้นอยู่กับ position คุณด้วยนะครับ … อืม ได้เรื่องเขียนสัปดาห์หน้าแล้ว อิอิ)
By: Verapong on January 29, 2010
at 4:04 am
ตอนนี้อยู่ฮ่องกงนะครับ มาได้หลายวันแล้ว
วันนี้ว่างยามเช้าก่อนไปหยำฉา เลยเปิดเน็ต นั่งดูตลาดอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลาดตอนนี้ผันผวนมาก มีข่าวใหม่เข้ามากระทบเพียบ (ตลาดหุ้นไม่เคยมีช่วงไหนที่ไม่มีข่าวนะครับ) เงินทุนไหลออก ดอกเบี้ยขึ้น Dow หล่น ตัวจับสัญญาณหลัก ๆ ก็เห็นชัดว่าตลาดไม่ค่อยดี และนักลงทุนเป็นกังวล
ถามว่าทำยังไงดี ก็แล้วแต่กลยุทธ์การเลือกหุ้นตั้งแต่ต้น และสไตล์การลงทุนของท่าน สำหรับผมคือ ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นจนทำให้ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ ก็รอซื้อสำหรับเดือนก.พ. ปรับพอร์ตบ้าง และกินติ่มซำต่อไป
By: Verapong on February 6, 2010
at 2:00 am
เดือนนี้วุ่นมาก แป๊ปเดียวกลางเดือนแล้ว
กะว่าจะรอผลประกอบการออกให้หมด แล้วค่อยมาดูอีกทีตอนปลายเดือน จริง ๆ ตอนนี้ตลาดเหงา ๆ ก็เป็นช่วงน่าจับตามอง (ซึ่งปกติจะเป็นไปในทางน่าซื้อมากกว่า)
ผมไปปฏิบัติธรรมอาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์ครับ ต้องปล่อยพอร์ตหุ้นให้เหงาและเดียวดายไปหนึ่งอาทิตย์
พอร์ตหุ้นผมเคยคิดว่ามันเหมือนลูก ถ้าต้องไปดูแลมันมาก จะเหมือนลูกที่ไม่รู้จักโต และดูแลตัวเองไม่ได้
แต่ถ้าปล่อย ๆ มันบ้าง
และมั่นใจว่าเค้าพื้นฐานที่เราเลือกให้ดีแล้ว
เค้าจะเติบโตขึ้นมาอย่างสวยงามที่สุด
By: Verapong on February 17, 2010
at 3:07 pm
ออกจากกรรมฐานแล้วครับ เอาบุญมาฝากทุกท่านครับ
ตลาดเปลี่ยนอีกแล้ว ยังไม่ได้ดูรายละเอียด ดูจากการซื้อขายเอา
ส่วนงบ ก็ต้องเริ่มมาไล่ดู (ถ้าหุ้นในพอร์ตวิ่งดีกว่าตลาดก็สบายใจหน่อยว่าน่าจะเกิดจากกำไร beat expectation ได้)
opp days กับ ประชุมประจำปีกำลังเริ่ม weekend นี้ต้องฟิตหน่อยครับ
By: Verapong on February 26, 2010
at 9:00 am
กำไรหุ้นฟื้นกลับมาดีเกินคาด โดยเฉพาะพวกกลุ่มค้าปลีก
commodity แอบน่าสน เอากำไรเป็นค่าขนม แต่ได้มาหน่อย แล้วก็เลิกดีกว่า เจ็บตัวเปล่า ๆ สำหรับการทำอะไรในสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
เวป thaiinvestors.com (สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย) มีสรุปวันและสถานที่ประชุมด้วย
http://www.thaiinvestors.com/images/column_1217995788/Meeting%20Calendar%20on%20Web.xls
สะดวกมาก ๆ สำหรับการวางแผนเข้าไปประชุมในบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ และบริษัทที่อยากจะเข้าไปถือหุ้นในอนาคต
By: Verapong on March 3, 2010
at 5:58 pm
เหตุการณ์วันศุกร์ที่ 12 นี้น่าสนใจดีครับ ถ้าเป็นเด็กเทคนิคก็ต้องบอกว่า เป็น trend line ใหญ่ ว่าจะขึ้นหรือลง (ที่ผมสัมผัสได้ โดยไม่ได้อ่านข่าวการเมืองอะไรเลย ก็รู้สึกว่ามันออกแนว side way ขาลงนะครับ อิอิ)
ช่วงนี้ยุ่งมาก กลับจากหาดใหญ่แล้วไปกระบี่ต่อ ขออัพบล็อกอาทิตย์หน้าแล้วกันนะครับ
ส่วนกลยุทธ์หุ้นตอนนี้คือ do nothing ครับ
By: Verapong on March 9, 2010
at 4:00 am
weekend ที่ผ่านมา คนออกมาข้างนอกน้อยมาก ทุกที่เงียบกว่าที่เคย คิดถึงตลาดหุ้นที่คงเป็นอารมณ์เดียวกัน
ถ้าคนเริ่มชินกับการชุมนุม ตลาดหุ้นก็คงจะเริ่มชินเหมือนกันด้วย วิชาศึกษามวลชนในตลาดหุ้น 101
ได้มีโอกาสดู oppdays ในบางบริษัทที่ไม่เคยดูมาก่อน (แต่ได้ข่าวว่าช่วงนี้ฮ็อต) นั่งศึกษาดู ยังไม่เจออะไรดี ๆ เลย ส่วนมากเหมือนจะเป็นแบบดีชั่วคราวซะมาก เกมส์สั้น ๆ แบบนี้ ไม่ถนัดจริง ๆ
By: Verapong on March 14, 2010
at 1:00 pm
Post คราวที่แล้ว ตลาดหุ้นเหงาาาาา
ผ่านมาสิบวัน วันนี้ตลาดหุ้นมีกลิ่นกระทิงอีกแล้ว
เดาได้อย่างไรดีเนี่ย บันทึกนี้เอาไว้สิ้นปีจะกลับมานั่งอ่านอีกที
ศรัทธา พาโคลัมบัสค้นพบอเมริกา
และพาคุณให้ถือหุ้นไปขายในราคาที่สูงกว่าที่คุณคิดไว้มาก….
ตลาดตอนนี้ 786.54 บันทึกไว้หน่อย
By: Verapong on March 24, 2010
at 9:38 am
ปัจจัยอะไรตอนนี้ก็ไม่สำคัญแล้วล่ะครับ เงินมาหุ้นก็ไป
รอดูว่าถ้าหุ้นย่อลง รายย่อยจะเข้าไปรับตอนดัชนีเท่าไหร่
ตอน 700 นิด ๆ ไม่ซื้อ สงสัยคราวนี้ ต่ำกว่า 800 นิดเดียว คงจะทนไม่ไหวแล้ว
เพิ่งไปสัมมนาเกี่ยวกับการวิเคราะห์งบ อ.วรศักดิ์ พูดขำดี ฟังวิทยุแกได้ที่ 101.5 วันพุธตอน 8-9 โมง
เจอนลท.ใหม่ ๆ เยอะมาก อายุไม่มาก เพิ่งจบ หรือกำลังเรียนมหาลัย และเริ่มลงทุนปีที่แล้ว เข้า gap เลย
ณ ดัชนีทะลุ 808.15
By: Verapong Tam on April 6, 2010
at 12:50 am
รายย่อย เข้าซื้อทันทีที่หุ้นปรับตัวลงแรง
ค่อย ๆ พาขึ้นไปสูง ๆ พอทิ้งตัวลงมานิดเดียว ย่อยก็ซื้อซะแล้ว
ปั่นหุ้นระดับมหภาค อิอิ
กลับมาจากไต้หวัน ดัชนีเหลือ 730 กว่า ๆ
เมืองไทยมีความเสี่ยงเยอะขึ้นมาก
ตอนนี้รู้สึกดีว่า เริ่มมีหุ้นราคา ok กลับมาให้ซื้อแล้ว แต่ขอต่ออีกหน่อย (สูตรคือ ให้ต่อราคาเยอะกว่าพวกชาวสวน แต่ให้น้อยกว่าพวกนักต่อ แบบไม่อยากได้ หรือ มีความเข้าใจในมูลค่ากิจการน้อย)
By: Verapong Tam on April 16, 2010
at 8:33 am
แทบไม่ได้ทำอะไรเลย เดือนกว่า ๆ ไม่ได้ติดตามข่าวด้วย
สบายใจจริง ๆ
อาทิตย์หน้าคงเป็นเวลาที่จะต้องทำอะไรล่ะ รอ mr. market อย่างเดียวตอนนี้
ณ วันหลังพฤษภา วิปโยค
By: Verapong Tam on May 23, 2010
at 6:14 am
เมื่อวานเปิดมา ลบ 5 จุด
การลงทุน คาดเดาไม่ได้จริง ๆ
ตอนนี้ mr. farang ดุ ทางที่ดี เก็บตังค์ไว้ก่อน ซื้อหุ้นในปท.ไม่ได้ก็ไปซื้อตปท.ก็ได้ ไม่ง้อแล้ว
ดัชนี 722.49 ตอนนี้หมอบอย่างเดียว มีหุ้นระยะยาวติดไว้ในพอร์ตบ้าง เลยต้องเสียค่าต๋งตอนหุ้นลงนิดหน่อย
By: Verapong Tam on May 25, 2010
at 8:42 am
ได้ฤกษ์ซื้อหุ้นตปท.ซะที
จีนกับเมกา ขอแทงสองประเทศนี้ซัก 10-20 ปี ข้างหน้าดูกันอีกที
By: Verapong Tam on June 1, 2010
at 3:15 am
ลงทุนต่างประเทศเป็นหุ้นรายตัวหรือผ่านกองทุนรวมครับ
By: Oat on June 1, 2010
at 4:41 am
เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองมาตั้งนาน ไก่กับไข่มาก ๆ
คือถ้าไปลงทุนเองเป็นรายตัว ผมคิดว่าต้นทุนค่อนข้างสูง คือต้องใช้เวลาในการไปหาข้อมูล ติดตามข้อมูล และวิเคราะห์มันมาก ดังนั้น ผมจะต้องลงทุนในสัดส่วนเงินที่มาก เพื่อให้ได้ economy of scale ในการลงทุน
ในทางกลับกัน การลงทุนมาก ๆ แต่แรก ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผมอาจจะไม่รู้ ออกไปลุยตปท. มีจุดอ่อนเรื่องการเข้าไปรู้จักผู้บริหารและอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนั้นเรายังไม่มี sense ในการลงทุน MNC ใหญ่ ๆ ระดับโลกเลย
คิดแล้วผลตอบแทนไม่คุ้มกับความเสี่ยงเลย การเริ่มลงทุนตปท.เลยชะงักไปหลายเดือน
ตอนนี้ผมเลยมีกลยุทธ์ในการเริ่มลงทุนในกองทุนดี ๆ กึ่ง passive ก่อน แล้วค่อย ๆ ทยอยเติมเงิน โดยเลือกสองประเทศที่ผมคิดว่ามีโอกาสเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในปี 2020 มาก ๆ การเติมเงินก็ทำทุกเดือนและมีกลไกการจัดพอร์ตนิดหน่อย ตามที่ผมคิดว่าเหมาะสม
พอกองเงินนี้ใหญ่ขึ้นมาก ๆ ผมจะเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนในหุ้นตปท.โดยตรงครับ
สรุปที่ทำไปมี 2 เหตุผล
1. ปูทางไปสู่การลงทุนตปท.เต็มตัว
2. ลดความเสี่ยงในการลงทุนในประเทศไทย หรือสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว (แต่ประเทศไทยในมุมมองผม ยังเป็นประเทศที่มีพื้นฐานดี ถึงจะไม่ดีมาก แต่ก็ดีพอที่จะทำให้ผมลงทุนในสัดส่วนที่เยอะต่อไป)
By: Verapong Tam on June 1, 2010
at 12:39 pm
อันนี้คือ ishare 2823 ผมซื้อกองนี้ไป
ทำสรุปดู PE, ROE ดูเอง พอไปได้ (ช่องว่าง ๆ คือขี้เกียจทำ 555) อย่างที่เคยว่า ไม่ชอบอย่างเดียว bank เยอะไปหน่อย
คิดว่าพอร์ตต่างประเทศ จะค่อย ๆ ทะยอยซื้อ ให้ถึงซัก 10-15% ของพอร์ตรวม ใจจริงไม่อยากแบ่งเงินไปเลย เพราะพอร์ตในประเทศ ผลตอบแทนน่าจะดีกว่า แต่เพื่อ portfolio management… เอาเถอะ ตัดใจ
By: Verapong Tam on June 18, 2010
at 7:27 am
ของเมกา ก็เล่นง่าย ๆ SPY ครับ value สุด
10yrs performance = -0.87%
และดูเหมือนดัชนี S&P500 ก็เริ่มหาที่อยู่เป็นหลักเป็นฐานได้
ข้อมูลก็หาง่ายกว่าเยอะ
By: Verapong Tam on June 18, 2010
at 7:48 am
จบครึ่งปีเร็วมาก ผลลัพท์ค่อนข้างดีจนน่าตกใจ
สงสัยครึ่งปีหลัง จะต้องห้ามประมาทซะแล้ว
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ลองประเมินจากต้นปีดู
1. ลดการมองภาพสั้น —> ทำได้ตามแผน อันนี้เป็นกลยุทธ์หลักอยู่แล้ว
2. ลดการดูภาพตลาดรวม —> ซื้อได้ตามวินัยครับ ทุก ๆ เดือนเท่า ๆ กัน เพียงแต่จะซื้อต้นเดือนปลายเดือน นี่ก็ขอเกร็งตลาดนิดหน่อย เอาสนุก ๆ ลดภาระการติดตามข้อมูลได้เยอะเหมือนกัน
3. ลดการมองภาพตลาดต่างประเทศ —-> ผมแทบไม่ได้ดูเลย วิกฤตกรีซ ฮังการี อะไร ไม่สนใจเท่าไหร่ ใช้วิธีดูดัชนีเอา คนอยู่ในสภาวะกลัวอยู่ ดังนั้นหุ้นจะตอบสนองแรงในทางลบ แต่ index หลายประเทศยืนได้ ถือว่าโอ…
4. ลดการปรับพอร์ตให้น้อยที่สุด —> ข้อนี้ก็ผ่าน เจอหุ้นดี ก็เลยถอดหุ้นบ๊วย 2 อันดับออก เอาเงินเข้าซื้อหุ้นหลักที่ดูถูกกว่าชาวบ้าน
5/6 ลดการดูบทวิเคราะห์ ข่าวหุ้น รวมถึงการเก็งดัชนี ลดการเข้าเช็คข่าวหุ้นทางเน็ต —> ทำได้ดี นาน ๆ เข้าเวป เช็ครวดทีเดียว เกมส์ลงทุนที่เล่นอยู่ไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลก่อนใครอยู่แล้ว
7. เพิ่มการ Focus ในเข้าประชุมประจำปีทุกบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ —> ได้เข้าหลายอัน ได้วิวผู้บริหารดีมาก
8. เพิ่ม Focus ระยะใน Quarter ติดตามงบและ Oppdays ของบริษัทที่ถือ —-> จริง ๆ งบ Q1 ผมดูน้อยเพราะอยู่ในช่วงบวช ถือว่าดูไม่ละเอียด เพราะถือว่าดูตอนงบปี 09 แล้ว Q2 จะดูละเอียดขึ้น ถือว่าเป็น stress test ของภาวะการเมืองต่อตลาดหุ้นพอดี
9. เพิ่มการคัดเลือกหุ้นที่จะทำการศึกษาใหม่ในแต่ละเดือน —-> หุ้นใหม่ ๆ ที่ได้ยินมา..เพียบ แต่เท่าที่ดู จะเป็นหุ้นเกร็งระยะสั้นมากกว่า เลยคิดว่าไม่เหมาะ เพราะกลุ่มนั้น ติดตามข่าวใกล้ชิดมาก ดูเวปบอร์ด คุยกันตลอด ใช้วิธีคัดหุ้นแบบถือยาวได้หน่อย ได้หุ้นใหม่ 1 ตัว หุ้นเก่า 1 ตัวกลับเข้าพอร์ต so far ก็ไม่ผิดหวัง (ลดความผูกพันในหุ้นเก่าด้วย)
10. เพิ่มการลงทุนต่างประเทศ เป้าหมายคือ 5% ของพอร์ต —-> ได้เริ่มซักที .. เย้!
ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามกรอบ เหลืออีก 6 เดือน ก็คงจะตามแผนต่อครับ
By: Verapong Tam on June 24, 2010
at 5:15 pm
ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยอาจทำให้คนถือหุ้นอยู่อึดอัด เพราะตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ลงไปแล้ว แต่ตลาดไทยยังแข็งอยู่ได้
จริง ๆ แล้ว ตลาดในช่วงที่ผ่านมา พี่ไทยมักจะลงไปก่อน แล้วต่างชาติกลับไม่ลงตาม คนกลับสบายใจ เพราะคิดว่าหุ้นบ้านตัวเองถูก ไม่น่าจะลงไปมากกว่านี้ (ทั้ง ๆ ที่ตัวเองลงไปแล้ว)
เคยมองความคิดตัวเองมั๊ยครับ มันแปลกมากทีเดียว
ตลาดหุ้นไม่เคยมีช่วงไหนที่ไม่อึมครึมครับ ผมรับประกัน ถ้าช่วงไหนคุณรู้สึกท้องฟ้าโปร่งโล่ง ช่วงนั้นคือช่วงที่อันตรายที่สุดแล้ว
By: Verapong Tam on July 4, 2010
at 10:00 am
เอามาจากกระทู้กระทิงเขียวของพี่ Invisible Hand
ผมชอบประวัติศาสตร์หุ้น + พี่ IH ขอแปะไว้ตรงนี้แล้วกัน
เล่าอดีตสมัยดัชนี 1 พันกว่าจุด
ลองนึกๆ เท่าที่จำได้นะครับ ใช้ตัวเลขดัชนีประมาณ 800-1300 จุดช่วงก่อน crisis นะครับเพราะช่วง 1500-1700 จำได้ว่าหุ้นวิ่งแบบไม่มีใครสนใจ p/e กันอยู่แล้ว
หุ้นสื่อสาร เป็นหุ้นที่ทุกคนยอมรับว่า p/e ต้องสูงมากเพราะ growth สูง ถ้าเป็น shin advanc ก็ p/e 30-40 เท่า แต่คนที่ลงทุนใน shin advanc ตอนนั้นถึงปัจจุบันก็ยังพอกำไรเพราะธุรกิจมือถือเติบโตได้จริง
ส่วนสื่อสารตัวอื่นๆ TT&T ตอนเข้าตลาดก็ประมาณ 150 บาท ( ปัจจุบันยังพาร์เดิมอยู่คือ 10 บาท ) ส่วน TA ก็ 100 กว่าบาทเหมือนกัน เมื่อไม่นานนี้ช่วง dot com boom คือปี 2543 TA หรือ TRUE ปัจจุบันก็เคยขึ้นจาก 10 กว่าบาทเป็น 70 กว่าบาท ปัจจุบันเหลือ 5 บาทกว่า ลงเหมือนแตกพาร์
ส่วน Samart ราคา IPO 80 บาท ราคานอกตลาด 200 กว่า เทรดวันแรกประมาณ 450 ( พาร์ 10 ) ตอนนี้แตกพาร์เหลือ 1 ราคาหุ้นตอนนี้ก็ 8 บาท คนถือตอนนั้นก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ ราคาหุ้นกลับมาที่ IPO พอดี
ส่วน JAS หรือ Jasmin Inter ราคา trade วันแรก 450 บาท ตอนเข้าตลาดมีโฆษณา TV เป็นฉากการประชุม มีผู้บริหาร ( ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักแสดง ) ประชุมแบบถกกันหน้าตาเคร่งเครียดแล้วประธานก็ทุบโต๊ะแล้วพูดว่า ” Project นี้พลาดไม่ได้ เพราะผมหมายถึงชื่อเสียงของประเทศ ” แล้วจบท้ายว่า Jasmin สยายปีกเทคโนโลยีสื่อสารไทย ฟังแล้วรู้สึกว่าอีกไปกี่ปีจากนี้ประเทศไทยต้องยิ่งใหญ่ในระดับโลกแน่ๆ เลยครับ สมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเค้าว่ากันว่าในปี 2020 แม้บอลไทยจะชนะฝรั่งเศสไม่ได้ก็ตาม แต่ GDP ของเราจะโตแซงฝรั่งเศส ตอนนี้ราคาหุ้น Jas ก็อยู่ 1 บาทกว่า ผมเลยไม่แน่ใจว่า project ที่หมายถึงตอนนั้นประมูลได้หรือเปล่านะครับ หรือเพราะประมูลได้ตอนนี้จึงเป็นเช่น ณ ปัจจุบันนี้
ส่วนหุ้นอสังหาฯ ตอนนั้นจำได้ว่า ในสายตานักลงทุนบ้านเรานั้น b-land หรือ tyong หรือที่เรียกกันว่า ตี๋ย้ง นั้นดูจะดังกว่า LH เสียอีกครับ p/e กลุ่มก็ประมาณ 20-50 เท่าเหมือนกัน story ของ tyong ก็คือรถไฟฟ้า BTS ครับ ถ้าช่วง 2-3 ปีนี้หุ้น EVER ดัง เมื่อก่อนหุ้น RR ก็ดังประมาณนี้เหมือนกันครับ โดย RR เค้าจะขึ้นลงตามหุ้นอีกตัวหนึ่งคือ FCI เพราะผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน จึงเรียกหุ้นคู่นี้กันว่า “ คู่แฝดอภินิหาร ” แต่ปัจจุบัน คู่แฝดที่ว่านี้ไม่อยู่แล้ว เข้าใจว่าตัวหนึ่งหายไปก่อน อีกตัวเลยตรอมใจตามไปครับ
หุ้นหลายๆ ตัวตอน IPO นั้นเฟื่องขนาดมีงบโฆษณาเข้าตลาด แม้กระทั่งหุ้นอสังหาฯ อย่าง CNTRY หรือ บริษัทคันทรีประเทศไทยก็โฆษณาเป็นเพลงเพราะเชียวคือ ใช้เพลง Sailing เป็นภาพเรือใบล่องโต้คลื่นในทะเล ผมจำได้ว่าหุ้นหลุดจองตั้งแต่วันแรก เลยเพิ่งตีความภายหลังว่าในเพลงที่ร้องว่า I ‘m sailing นั้นมันคือ I’m selling. เสียมากกว่า หุ้น CNTRY นั้นหายไปปรับโครงสร้างหนี้อยู่นานก่อนกลับมาในชื่อใหม่ว่า EVER หมายถึง “ เคย ” อยู่ในตลาดหุ้นมาก่อนนั่นเอง
อสังหาฯ ตอนนั้นนโยบายบัญชีคือ รับรู้รายได้เมื่อจอง คือลูกค้าเอาเงินมาจอง 5 หมื่นบาท ยังไม่ทันสร้างอะไรก็เริ่มรับรู้รายได้กันแล้ว ตอนนั้นหลายๆ บริษัทเปิดจองโครงการใหม่ๆ พอเศรษฐกิจไม่ดีลูกค้าทิ้งเงินจองเงินดาวน์ แต่รับรู้รายได้ไปแล้วเสียเยอะเลย เราจึงเห็นหุ้นอสังหาฯ บางตัวตอนปี 39-40 มีรายได้เป็นเครื่องหมายลบ ดังนั้นที่มาตรฐานทางบัญชีใหม่บอกว่าวิธีรับรู้ตาม % ของงานนั้นไม่ conservative ให้เปลี่ยนเป็นรับรู้เมื่อโอนทั้งหมด ถ้าย้อนไปดูสมัยก่อนแล้วจะตกใจยิ่งกว่าครับ
สมัยนั้นอสังหาฯ บูมขนาดที่เจ้าของโครงการเอาเงินไปมัดจำที่ดินจะสร้างตึกแถว สถาปนิกเพิ่งเขียนแบบร่างเสร็จ ก็ขายหมดแล้วครับ พอขายหมดก็อาจจะโดนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่อว่าว่ามีของดีแบบนี้ทำไมไม่บอก
LPN หรือ PS ที่ว่าขายดีเทน้ำเทท่า เปิดวันแรกจอง 100% ผมว่าจำนวน unit ตอนนั้นต้องสู้โครงการแฟล็ตปลาทองกระรัตไม่ได้ครับ ตอนนั้นเป็นโฆษณาเพลง โดยใช้นักแสดงตลกชื่อดังๆ มาร้องเพลงโฆษณา “ ดาวน์ก็น้อยผ่อนนิดโอนสิทธิ์โฉนดเอาไปเลยง่ายดาย ย้า ยา ยา หย่า ยา จะไปจะไปใกล้หมด สะดวกมีรถเมล์ผ่าน มีสระว่ายน้ำและมีสวนหย่อมปลาทองมีพร้อมทุกสิ่ง ” เพลงนี้เด็กอนุบาลยังจำไปร้องกันได้เลยครับ ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าแฟล็ตปลาทองที่ว่านั้นอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยเลยครับ แต่ได้ยินว่าสร้างเสร็จจนได้ครับ
ถ้าจะไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้คือ หุ้นไฟแนนซ์ เป็นสุดยอดหุ้น blue chip สมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น FIN1 DS CMIC NFS p/e ก็ 30-50 เท่าตลอด และคงไม่มีใครที่เล่นหุ้นช่วงนั้นจะไม่เคยมีหุ้น finance เหล่านี้อยู่ในพอร์ต อย่างน้อยต้องมีไม่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ดังนั้นใครที่ท่องหลักการว่า “ ไม่ขาย ไม่ขาดทุน ” ขอให้ดูประวัติศาสตร์ดีๆ ด้วยครับ
สมัยนั้นหุ้น Fin1 นั้นกลุ่มเค้ามีหลายตัว ถ้าเป็นหลักทรัพย์ก็มี Fin1 S-one FAS ซึ่งถือหุ้นโดย ONE ซึ่งอยู่กลุ่มสิ่งทอ ทำเหมือนเป็น holding company หุ้นกลุ่มนี้ติด top active อยู่เป็นประจำต่อเนื่อง ถ้าไม่ล้มไปก่อนไม่ทราบจะเหมือน Berkshire รึเปล่านะครับ ช่วงซักปี 37-38 ก็เล่นข่าวกันว่า Fin1 จะ takeover ธ. ไทยทนุ แล้วยกระดับเป็นธนาคาร แต่ตอนปี 39 เริ่มมีปัญหา ก็มีข่าวว่า ธ. ไทยทนุ จะไปช่วยเหลือ Fin1 กลับตาลปัตรภายในเวลาอันรวดเร็ว
หุ้นธนาคาร ช่วงนั้นเหมือนโดนรัศมีหุ้น finance กลบไปเยอะครับ หุ้นธนาคารที่เหมือนจะ hot สุดคงจะหนีไม่พ้น BBC หรือ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการครับ ถ้าตอนนี้หุ้นแขกเป็นที่นิยม ตอนนั้นเค้าก็เล่นหุ้นแขกกันเหมือนกันครับ แต่แขกที่ว่านั้นคือ ราเกซ สักเสนา ครับ แต่ใครถือหุ้นแขกก็อย่าตกใจครับมันคงจะต่างกันครับ หุ้นธนาคารเล็กๆ หลายแห่งเช่น BMB LTB นครธน สหธนาคาร ไทยทนุ IFCT ปัจจุบันถูกลดทุนเหลือ 1 สต. ไปรวมกับอะไรต่ออะไรไปเสียหมดแล้วครับ จริงๆ แล้วสัญลักษณ์ของ ธ. กรุงเทพพาณิชยการนั้นคือ สตางค์แดง เค้าเลยเรียกว่าแบงค์สตางค์แดง เหมือนคนคิดสัญญลักษณ์นั้นมี six sense ว่าท้ายสุดแล้วมันจะเหลือ 1 สตางค์จริงๆ ครับ
เรื่องเพิ่มทุนของหุ้นในตลาดทำกันเป็นว่าเล่น ตอนนั้นไม่ต้องเพิ่มทุนบวกวอร์แรนท์ให้เมื่อย แค่ประกาศเพิ่มทุนหุ้นก็วิ่งทั้งก่อนและหลังประกาศแล้ว XR เสร็จหุ้นก็วิ่งต่อ ยิ่งอัตราเพิ่มทุน “ สวย ” เท่าไหร่หุ้นยิ่งวิ่งแรง คำว่า “ สวย ” สมัยนั้นกับสมัยนี้ไม่เหมือนกันแน่นอนครับ สวยสมัยนั้นต้องประมาณ 1: 2 หรือ 1: 3 ผมไม่ได้เขียนสลับนะครับ 1 หุ้นเดิมต่อ 3 หุ้นใหม่ ถ้าขืนเพิ่มแบบเขียมๆ แบบปัจจุบันประเภท 2: 1 หรือ 3: 1 หุ้นไม่วิ่งหรอกครับ ยุคสมัยเปลี่ยนไป คำว่าสวยก็เปลี่ยนไปครับ ผมดูภาพวาด Impressionist ของยุโรปสมัยศตวรรษที่ 18 ผู้หญิงสวยๆ ของเค้าต้องอ้วนๆ หน่อยมีพุง สมัยนี้ต้องผอมบางถ้าไปอยู่ยุคอดีตเค้าคงคิดว่าเป็นโรค ดังนั้นเวลาเปลี่ยน อะไรๆ ก็เปลี่ยน ผู้หญิงคนไหนที่ตัวใหญ่หน่อยก็มองโลกในแง่ดีครับว่าเราเกิดช้าไปแค่ 200 ปีเอง
ดังนั้นสมัยนี้ หุ้น p/e เกิน 10 บางตัวว่าค่อนข้างแพง p/e เกิน 20 คือ แพงมาก เกิน 30 แพงอย่างไร้เหตุผล ถ้าเป็นเมื่อปี 253x ผมเห็นหุ้น p/e เกิน 30 อยู่น่าจะเกินครึ่งหนึ่งของตลาดครับ
ผมเริ่มแก่แล้วล่ะครับ
By: Verapong Tam on July 11, 2010
at 3:58 pm
ช่วงนี้แม้จะไม่ค่อยได้ทำอะไรกับพอร์ต แต่จิตโดนกระแสหุ้นดึงจนไม่เป็นอันทำงานเท่าไหร่
เดือนนี้ยอมรับว่าดูราคาหุ้นทุกวัน (ตอนเย็น) ทั้งที่เดือนก่อนหน้า ไม่ได้ดูอะไรเลย
สาเหตุคือหุ้นมันวิ่งเลยอยากเข้าไปชมหน่อย สนุกมากครับ เห็นหุ้นตัวเองสลับกันวิ่ง
แต่ผลที่ตามมาก็คือความกังวลว่ามันจะวิ่งไปเร็วเกินไปรึเปล่า เราควรขายดีมั๊ย (หรือซื้อเพิ่มดี)
สรุปคือผมขอหลบเข้ามุมก่อน จิตมันไม่นิ่งจริง ๆ ช่วงนี้ เดี๋ยวเสียแผนระยะยาวหมด
(ตอนนี้นักลงทุนหน้าใหม่ก็เยอะ หุ้นตัวกลาง เล็กวิ่งปรูีด ๆ
หุ้นตัวใหญ่กำลังรอจังหวะ ความรู้สึกส่วนตัว เหมือนเป็นกระทิงน้อยเลย… ณ ดัชนี 850)
By: Verapong Tam on July 27, 2010
at 5:07 am
โบรกฯ ประสานเสียงฟันธงหุ้นไทยปีนี้แตะ 1000 จุด
ขอบันทึกเอาไว้หน่อย
ตอนนี้มีคนอยากเล่นหุ้นเยอะจริง ๆ แต่รายยุ่ยกลับเป็น net sell!!! แปลว่าตลาดเริ่มคึกคักมากจาก fundflow ต่างประเทศ
ผมยังหา strategy ดี ๆ ไม่ได้
คิดว่าอาจจะ hedge ด้วย future ไว้ส่วนหนึ่ง
หรือถ้าหุ้นบางตัวในพอร์ตถึง target price ผมก็อาจจะขายและเก็บเงินสดไว้บ้าง
หรือว่าอยู่เฉย ๆ ดีหว่า
สรุปคือ รอดูงบ Q2 ดีกว่า เดาตลาดไปก็อาจจะแม่นน้อยกว่าปลาหมึกด้วยซ้ำ
By: Verapong Tam on August 5, 2010
at 6:26 pm
หลักการลงทุนของกรณ์ จาติกวณิช
การลงทุนมีความเสี่ยง และในการลงทุนในตลาดทุนนั้น ผมมีหลักที่ใช้มาโดยตลอดคือ
1. อย่าคิดว่าเรา “เล่นหุ้น” แต่เป็นการซื้อส่วนหนึ่งของกิจการ เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ต้องทำความเข้าใจกับกิจการนั้น ๆ และที่สำคัญต้องสามารถเชื่อใจในความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร สำหรับผมประเด็นนี้สำคัญที่สุดเสมอ
2. ความผันผวนในตลาดหุ้นเป็นโอกาส เพียงต้องรักษาสติ อย่าไปเต้นตาม
3. ผมเชื่อว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ ใครที่บอกว่า “ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อน” คือผู้ที่กำลังจะพลาดท่าครั้งใหญ่
4. ทิ้ง 10% สุดท้าย (ทั้งตอนที่ซื้อและตอนที่ขาย) ให้คนอื่นเถอะครับ อย่าโลภ
5. อย่าซื้อหรือขายหุ้น เพียงเพราะหุ้นกำลังขึ้น หรือกำลังลง นั่นคือการ “เล่น” ตามกระแส ไม่ใช่การลงทุน
By: Verapong Tam on August 10, 2010
at 5:22 am
ตลาดตอนนี้เหมาะกับเขียนเรื่องฟองสบู่ภาค 2 (หุ้น) จริง ๆ เอาไว้เคลียร์งานหน่อย เพราะเพิ่งกลับจากต่างประเทศ
ความเห็นคือ ช่วงนี้เล่นหุ้นยากครับ ใครคิดว่าง่าย ผมว่าต้องคิดใหม่
ดัชนี 896.45 +10.35
By: Verapong Tam on August 27, 2010
at 7:40 am
ถึงแม้จะอยู่ในตลาดมาพอสมควร หุ้นตัวเองพักฐานก็เซ็ง ๆ เหมือนกัน อิอิ
volume วันนี้หนามาก 63,116.905 ล้านบาท ไม่ค่อยเห็นบ่อยเท่าไหร่
การพักฐานคราวนี้ คงทำให้ความฮึกเหิมของนลท.ลดลงไปบ้าง ซึ่งน่าจะส่งผลดีในระยะยาว
แต่ตลาดก็อาจจะวิ่งไปต่อ เดาไปไม่ค่อยมีประโยชน์ ถือหุ้นคุณภาพ undervalue ไว้แล้วกัน จะช่วยคุณได้
เตือนว่าอย่าไปอ่านเวปบอร์ดย้อมใจ หรือหาพวก อาจจะทำให้คุณภาพการตัดสินใจต่ำลงโดยไม่จำเป็น
ตลาดปิด 931.52 จุด
By: Verapong Tam on September 6, 2010
at 10:18 am
ตัดสินใจปรับพอร์ตเพิ่มอีกนิดหน่อย ลดแนวรบลงมาให้แคบลง
ขยายไปกว้างเกินไปในช่วงที่ผ่านมา
เดี๋ยวการบำรุงกำลังจะเป็นไปได้ด้วยยากลำบาก
ถ้าแจ๊กพ็อตโดน counterstrike อย่างมิดเวย์ก็จะแย่
ช่วงนี้บ้าประวัติศาสตร์สงครามแปซิฟิคครับ
By: Verapong Tam on September 8, 2010
at 5:16 am
สวัสดีครับ พึ่งเจอเวปนี้ครับ จะติดตามนะครับ
By: ฟหกด on September 21, 2010
at 8:54 am
ช่วงนี้ต้องบอกว่า สงบสยบเคลื่อนไหวจริง ๆ
มีแรงซื้อจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก
ของเล่นใหม่อย่าง DW นี่เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้จริง ๆ ถูกที่ถูกเวลา ทุกอย่างมักจะประดังมาและสนับสนุนกันในเวลาพร้อม ๆ กัน
ตอนนี้หลังปรับพอร์ต ในมือถือแต่หุ้นที่รู้จักดีสุด ๆ เวลาอยู่บนพื้นที่อันตราย ความรู้และความเข้าใจ จะทำให้เราสามารถรักษาคุณภาพการตัดสินใจเอาไว้ได้ ถ้าเห็นท่าไม่ดี อาจจะได้ลอง short future เล่น ๆ ไว้
ส่วนหุ้นจะเละเทะรึเปล่า (ปรับฐาน 10% ไม่ได้เรียกว่าเละเทะนะครับ) ผมคิดว่ายังไม่เห็นสัญญาณนั้นเลยครับ
By: Verapong Tam on October 2, 2010
at 4:35 pm
- ขอเข้ามาอ่าน blog นี้ด้วยคนนะครับ
By: Inspiration933 on October 3, 2010
at 9:55 am
สวัสดีครับ เพิ่งเจอบล็อกนี้
เขียนออกมาเรื่อยๆนะคับ แล้วจะติดตาม
By: Mike on October 5, 2010
at 6:06 pm
ตั้งแต่มี DW
เดี๋ยวนี้ Top loser กับ Top Gainer ต้อง -20% อัพทุกตัว..ขึ้นอยู่กับวันนั้นเขียวหรือแดง 0_o
สภาวะปัจจุบันเรียกว่าหุ้นเฟ้อได้มั๊ยเนี่ย เพราะต่างคนต่างปั๊มเงิน เงินล้นไปหมด
คนบอกว่าหุ้นคือกระดาษ แต่ผมว่าเงินนี่แหละ กระดาษของจริง
ดัชนีปิดที่ 963.19
By: Verapong Tam on October 8, 2010
at 11:01 am
ตอนนี้ลอง TFEX ดู
วัตถุประสงค์คือ short position long (หุ้น) เอาไว้ เผื่อตลาดขาลง (ก็ไม่ได้ cover position อย่างมีนัยสำคัญเลย แต่จะลองดูว่าจะมีความรู้สึกยังไง) และอยากลองเครื่องมือใหม่ ๆ
ซื้อหนังสือ Trading ผ่าน Kindle ไว้เล่มนึงด้วย เล่มละ 11$ เอง ถูกกว่า Kino มากกว่าครึ่ง เอาไว้ประกอบการลอง TFEX จะได้ไม่เสียตังค์ค่าวิชาฟรี
ตลาดทดสอบ 1,000 จุดไปเรียบร้อย สองวันติดกัน
ถามหลายคน เหมือน SET อาการแปลก ๆ น่าสงสัย ๆ
ดัชนีระหว่างวันทำการ 987.69
By: Verapong Tam on October 27, 2010
at 8:22 am
short TFEX ไว้ ก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่ ผ่านไปแค่ 3-4 วันแต่ต้องตามดัชนี จิตมันส่งไปลุ้นโดยไม่รู้ตัว
หุ้นที่ถือกับ TFEX ก็ไม่ได้มี correlationship กันเท่าไหร่
กำไรที่ได้ก็ไม่ได้เยอะ แต่ไม่ค่อยคุ้มสุขภาพจิตครับ
หรือว่าอาจจะยังไม่ชิน อารมณ์เหมือนตอนเล่นหุ้นปีแรกเหมือนกัน
เอาเป็นว่าจะลองถือต่อไปดู ถือว่าเป็น experiment ถ้ากลับมาเท่าทุนเมื่อไหร่คงเลิก แล้วคงไม่สนใจมันอีกนาน
มันไม่ใช่ทางเราเจงๆ
By: Verapong Tam on October 29, 2010
at 3:13 am
เพิ่งแต่งงานเสร็จกลับมาครับ ไม่ได้ดูหุ้นเลย กลับมาดูก็แดงได้ใจจริง ๆ
หุ้นขาลงไม่ได้เห็นมานานแล้ว ไม่รู้งวดนี้ไปไกลแค่ไหน
ตอนนี้กลับมาแถว ๆ เดิม 987 จุด (หลังจากไปเที่ยวซะไกล)
By: Verapong Tam on November 17, 2010
at 4:44 am
หลังจากนั่งดู oppday ไปดูบริษัท ดูงบ Q3 (เฉพาะหุ้นที่เป็นพอร์ตระยะกลาง)
ตอนนี้ผมเริ่มปรับพอร์ตบ้างแล้ว
จินตนาการว่าหุ้นแบบไหนถึงจะผ่านปีหน้าได้ดี .. บางตัวดูเหมือนจะไม่ค่อยอดทนต่อสภาวะแวดล้อมเท่าไหร่ ตลาดตอนนี้ก็เหมือนกับจะเริ่มปรับฐาน
แล้วจะเข้ามา up blog weekend ครับ หลังจากเขียนสองสามเรื่องทิ้งไว้ ดองมานาน
By: Verapong Tam on December 1, 2010
at 6:50 am
หุ้นปีนี้ ก็คงจะปิดตัวประมาณนี้ ถึงเวลาทบทวน theme ลงทุนใหม่แล้ว
ช่วงนี้ลงทุน บรรยากาศเซ็ง ๆ ไม่ค่อยตื่นเต้น
เท่าที่อ่านในเวปบอร์ด กำไรกันมโหฬารทุกผู้คน สงสัยอยู่ว่าคนกำไร(น้อย)คงไม่ได้พูด
ส่วนตัวก็จะมาสรุปปลายปี จะลองทบทวนความตั้งใจตั้งแต่ต้นปีดูว่าเป็นยังไง แต่เหมือนกับหลัง ๆ ดูหุ้นบ่อยไปหน่อย
เริ่มมีมุมมองลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ พวกที่ดิน เอาไว้เป็นโปรเจคศึกษาดูปีหน้า
By: Verapong Tam on December 23, 2010
at 11:44 am
กลยุทธ์สุดท้ายประจำทุกปีของผมคือ นั่งดูการซื้อขายทั้งหมดที่ผ่านมาของปีนี้
หุ้นตัวใหม่ที่เข้ามา ตัวเก่าที่ขายไป ตัวที่ถืออยู่
และนั่งอ่านประวัติศาสตร์ของไทย หรือประวัติศาสตร์โลก ถึงจะเคยอ่านกี่รอบ ผมก็จะเอากลับมาอ่านใหม่ทุกครั้ง ตอนปลายปี
ผมเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ก็ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะครับ ก็เด็ก ๆ โรงเรียนสอนผมแต่ให้จำปี พ.ศ. 555
เดี๋ยวคืนนี้จะมาเขียนบทความทิ้งท้ายสำหรับปีนี้
By: Verapong Tam on December 30, 2010
at 2:55 am
ขอติดตามข้อมลูด้วยครับเล่นหุ้น18ปีอยู่เท่าเดิมเห็นแต่คนอยู่รอบข้างจนลงตลอด
By: somsak pai on December 31, 2010
at 8:40 am
ขอต่อปี 2011 ไว้ตรงนี้แล้วกัน
Quote ลงมาจากข้างบนนะครับ
กลยุทธปีกระต่าย 2011 คือ
ปีนี้ผมคิดว่าจะผันผวน ถามว่ายากกว่า 2010 มั๊ย ผมคิดว่ายากกว่า แต่จริง ๆ แล้วตลาดหุ้นยากทุกปีนั่นแหละ ผมตั้งเป็นกลยุทธกระต่าย 5 ตัวแล้วกัน
1. กระต่ายแสนกล ต้องรอบรู้ หลักแหลม ประชุม Annual meeting จะเข้าให้ครบ ไป Company visit ให้ได้เยอะ ๆ แล้วก็ซื้อหนังสือมาอ่านเดือนละ 2 เล่ม
2. กระต่ายกับเต่า คือต้องไม่ประมาท ห้ามนอนหลับกลางสมรภูมิ ขยันหาหุ้นต่อไป
3. กระต่ายตื่นตูม จะไม่เป็นกระต่ายที่ตื่นตูม มีความนิ่งในการตัดสินใจ ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปีนี้น่าจะเป็นตลาดที่ผันผวนมากปีหนึ่ง
4. กระต่ายขาเดียว ถึงจะไม่ตื่นตูม แต่จะไม่ดื้อยืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียว เผื่อตลาดจะ crash หนัก
5. กระต่ายหมายจันทร์ ยืนหยัดในทิศทางเดิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ ถึงจะไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ก็ตกท่ามกลางดวงดาว (แต่ดวงจันทร์มันใกล้กว่าดวงดาวหนิหว่า -_-”)
By: Verapong Tam on January 12, 2011
at 7:29 am
Portfolio ของ Buffett ครับ
http://warren-buffett-portfolio.com/
กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบบัฟเฟต การซื้อเข้า เลือกออก ลองศึกษาดูครับ
By: Verapong Tam on January 18, 2011
at 9:49 am
ปีนี้ เริ่มต้นปี ก็ผันผวน ซะแล้ว กระต่ายกำลังตื่นตูม
By: chai_iahc on January 25, 2011
at 4:49 pm
เพิ่งกลับมาจากพม่า นั่งดูราคาต้นสัปดาห์ ปั่นป่วนดีจริง ๆ
สภาพตลาดเหมือนปีที่แล้ว ต่างประเทศพยายามรักษา position โดยการ Short ออกมาบ้างเป็นช่วง ๆ แต่ตลาดกระทบแค่ชั่วคราว เพราะรายย่อยเข้ามาเยอะจริง ๆ อีกไม่นานคงกลับมา dominate ตลาดเหมือนยุคก่อนฟองสบู่
ปีนี้ถ้าถือหุ้นดี ผมว่าไปได้สบาย ถ้าเป็นหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นฟื้นตัว คงต้องพยายามใกล้ชิดแบบห้ามกระพริบตาทีเดียว
ดัชนี 986.24
By: Verapong Tam on January 27, 2011
at 3:57 am
คำแนะนำตอนนี้ เตือนตัวเอง
-อย่าดูดัชนีครับ ดูหุ้นรายตัว ผมว่ามีโอกาสเหลืออยู่เยอะ โดยเฉพาะการปรับพอร์ตหุ้นระยะกลาง
-อย่ารีบซื้อ รอให้หุ้นกลับตัวก่อน
-หุ้นดี ๆ ถือเอาไว้ โดยเฉพาะถ้า PE ยังไม่สูงเกินไป
-เลี่ยงหุ้นที่มีนักเล่นอยู่เยอะ ถ้าคุณไม่ใช่นักเล่น ก็อย่าเข้าไปในเกมส์ที่คุณไม่ถนัด
คงต้องอดทนไปอีกระยะนึงครับ เอาไว้จะเขียนทริปพม่าให้อ่านแก้เซ็ง
ดัชนี 967.48
By: Verapong Tam on January 31, 2011
at 4:58 am
เห็นมีหุ้นหลายตัวเริ่มออกอาการ เรียกว่าแทบเทกระจาด
เรียกว่า น้ำลด ตอผุด
ผมว่าการดูพื้นฐานจริง ๆ ของกิจการสำคัญที่สุด
ถ้าตัวเลขบริษัทมันดีเหลือเชื่อ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ก็ขอให้สงสัยไว้ก่อน
ถ้าแนวโน้มบริษัทดูสดใสสุด ๆ หันซ้ายหันขวา มีแต่คนเชียร์ ก็ขอให้ระวังไว้ก่อน
ถ้าผู้บริหาร คุยโม้ตลอดทาง เชียร์กิจการเกินเหตุ ก็ขอให้ระแวงไว้ก่อน
สำคัญที่สุดคือ ถ้าคิดว่าตลาดหุ้นคือสุดยอดเส้นทาง โรยด้วยกลีบกุหลาบสู่ความร่ำรวย ก็ขอให้ทบทวนดูใหม่ก็ได้ครับ
ดัชนี 949.57
By: Verapong Tam on February 11, 2011
at 12:04 pm
ช่วงที่ผ่านมา ปรับพอร์ตไปพอสมควร ใช้ประโยชน์กับความผันผวนของตลาด
วิธีการง่าย ๆ คือ ขายหุ้นตัวไหนที่ upside น้อย และซื้อหุ้นที่ upside เหลือเยอะกว่า
ตัวไหนหรืออุตสาหกรรมไหนที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เช่นผมลดพอร์ตกลุ่มอสังหาลงมาพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา เพราะดูแล้วตลาดจะเงียบเหงาไปอีกซักระยะ
เพิ่มน้ำหนักกลุ่มอื่น ๆ ที่น่าจะดีในระยะกลาง ๆ อย่างโรงงานหรือบันเทิงโฆษณา ธนาคาร รวมถึงกลุ่มที่ผมชอบอย่างรพ.และค้าปลีก ก็ถูกปรับจนดูแล้วปีนี้น่าจะเอาตัวรอดได้
ปัจจุบัน การลงทุนผมเริ่มบริหารเป็นพอร์ตโฟลิโอมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผมคิดว่า สถานการณ์แปลก ๆ ในปัจจุบันเกิดขึ้นง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็ตาม
ดัชนี 995.57
By: Verapong Tam on February 18, 2011
at 8:16 am
ช่วงนี้กำลังเตรียมตัวไปอเมริกา งานค่อนข้างยุ่ง แทบจะไม่ได้ดูพอร์ตเลย
พอร์ตกลับไปได้ค่อนข้างดี จริง ๆ ยุ่งกับมันมากก็ไม่ใช่เรื่องดี
เดาตลาดยิ่งไม่ดีใหญ่ ผมว่ารักษาวินัย ทำไปเรื่อย ๆ ดีสุด
เคยไปคุยกับช่างตามโรงงาน ช่างบอกว่า ถ้าวิศวกรเข้าโรงงานเมื่อไหร่ ชอบมาปรับโน่นปรับนี่ ส่วนมาก ผลคือเครื่องจักรจะพังและต้องหยุดเดิน -_-”
By: Verapong Tam on March 8, 2011
at 3:59 pm
ทักทายจากอเมริกาครับ
พอดีมาประชุมรวมเที่ยวอีกสองอาทิตย์ ได้เก็บบรรยากาศอเมริกาช่วงนี้พอสมควร
เอาไว้กลับไปคงเก็บไปเล่า รวมถึงที่ค้างไว้ที่พม่าด้วย
สำหรับตลาดหุ้น ผมคิดว่าเดือนหน้าประชุม agm เสร็จคงค่อยมาดูกันอีกที
By: Verapong Tam on March 21, 2011
at 11:17 pm
สองเดือนปีนี้ ผ่านไปไวเหมือนโกหก
ผมแทบไม่ได้(หา)หุ้นใหม่เลย แม้จะได้ยินหุ้นบางตัวผ่านหู ที่ทำกำไรได้ดีมาก
หุ้นบางตัวก็จากดาวเด่น กลายเป็นดาวร้ายชั่วข้ามปี
ผมก็คิดว่าหุ้นที่ถืออยู่ก็ไม่เลวร้าย โตได้มั่นคงกว่า
นั่ง Review หลังจากประชุม AGM แล้ว ก็ยังไม่มีใครต้องถูกกำจัดออกจากพอร์ต
ส่วนตัวเลือกใหม่ ๆ ก็ยังเรียกว่าไม่เห็นดาวเด่นเลยครับ
ดัชนี 1088.03
By: Verapong Tam on May 3, 2011
at 12:08 pm
ผ่านไปอีกเดือนไวเหมือนโกหก
ตอนนี้มีเรื่องจับตาเยอะเหมือนกัน จะ hold หุ้นไว้เฉย ๆ ก็กระไรอยู่
เรื่องที่น่าจับตามองคือ ผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ วิกฤตการณ์กรีซ เศรษฐกิจจีนกับสหรัฐก็ยังคงเป็นคู่ที่ต้องจับตาดูอยู่ตลอด
ดัชนีเริ่มติดลบแล้วเมื่อเทียบกับต้นปี แต่พอร์ตโตได้ดีพอสมควร :0 แปลกใจเหมือนกัน
ตอนนี้เริ่มมีหุ้นที่อยากได้แล้ว แต่สภาวะแบบนี้ ผมเลือกรอต่ออีกหน่อยแล้วกัน
By: Verapong Tam on June 19, 2011
at 5:37 pm
เพิ่งจะเข้ามาอ่าน blog นี้โดยบังเอิญครับ ตามมาจาก thaivi
เขียน blog ได้น่าอ่าน และอ่านสนุกมาก ๆ เลย ครับ ยังไงจะคอยติดตามอ่าน blog ด้วยอีกคนนะครับ
By: baggio on June 23, 2011
at 9:35 am
สุดยอดมากครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ
By: Mario Kaan on July 26, 2011
at 5:55 am
good kab.read it all 2day loey kab^^
By: ake on August 1, 2011
at 9:37 am
เยี่ยมไปเลยครับ ไว้วันหลังนัดกันอีกนะครับ
By: moonorway on August 1, 2011
at 12:03 pm
อัพเดทกลยุทธ์หน่อย
ที่ผ่านมาไปฟังระบบ Trading system, Money Management ฯลฯ เจอเทพ ๆ หลายท่าน
อันที่จริงแนวคิดพวกนี้ผมไม่เคยเรียนหรืออ่านมาเลย เน้นแต่ลงทุนแนว value แต่ประสบการณ์หลาย ๆ ปีที่ลองผิดลองถูก ผมคิดว่าสิ่งที่ทำมาก็คล้าย ๆ กันเหมือนกัน (เหมือนบังเอิญ แต่อันที่จริงความบังเอิญไม่มีในโลก) แนวคิดหลายอย่างก็เหมือนกันอย่างประหลาด จนผมเริ่มคิดว่าการลงทุนเป็น universal knowledge จริงๆ
สถานะตอนนี้เลยกลายเป็น มีสิ่งที่อยากเรียนรู้มากมาย หุ้นใน stock ที่อยากขุดต่ออีกก็พอสมควร แต่เวลากลับน้อยลงเยอะ เพราะรับงานเพิ่มหลายงาน
แต่พอร์ตยังแข็งแรง ย้ำอีกครั้งว่าความแข็งแรงและสมดุลของพอร์ต ช่วยลดภาระการดูแลในการลงทุนได้มากจริง ๆ
By: Lin on August 1, 2011
at 4:11 pm
เอ่ออออ พูดตรง ๆ ไม่เคยกลับไปอ่านข้างบนเลย
อ่านแล้วเหมือนตัวเองขี้เกียจจจจจชอบกล
ขอให้ข้อมูลเพิ่มนิดนึง เผื่ออ่านจะเข้าใจผิด
ว่าผมขี้เกียจเฉพาะในการ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้น แต่อันที่จริง ระหว่างทางผมอ่านข้อมูลตลอด
เรียกได้ผมเข้าใจกิจการมากขึ้น เข้าใจบริษัทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ขอคิดว่าตัวเองลงทุนแบบพาเรโต 20/80 แล้วกันนะ
ทำแค่ 20 ในส่วนสำคัญ ๆ
จบปีนี้ก็จะเป็นปีที่สามแห่งความขี้เกียจ
ดูว่าจะ strike all time high ติดต่อกันอีกหรือเปล่า
ถ้าเป็นจริง ๆ ผมคิดว่า การลงทุนแบบขี้เกียจ ได้ผลเหมือนกันนะ
By: Lin on August 1, 2011
at 4:19 pm
บันทึกวันแดงเดือดอีกวันหนึ่งของไทยไว้หน่อย
ถ้าเป็น trader วันนี้คงมีสัญญาณขายกันเกิดขึ้นแล้ว คงปล่อยของ cut ไปเยอะ
ต่างชาติ กองทุน ก็ปรับพอร์ตตามความเสี่ยง
รายย่อยชาวสวนทำหน้าที่รับของมาเต็ม ๆ ตามเคย
เต็มไปด้วยเสียงบ่นตาม webboard ทุกคนหวาดผวา อารมณ์เปลี่ยนอีกแล้วครับท่าน
ปีนี้ปีกระต่าย น่ากลัวจะเป็นกระต่ายตื่นตูมเสียแล้ว
ส่วนนักลงทุนระยะยาวควรกำหนดรู้ความเซ็ง ความกลัวในใจตัวเอง และนั่งดูมันอย่างเยือกเย็น
ดัชนี 1,093.38 ลดลง -30.63
By: Lin on August 5, 2011
at 3:39 pm
ดัชนีลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อม ๆ กับข่าวร้ายพรั่งพรู
ส่วนตัวผม ก็ดูข่าวนี้อย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้ใกล้จนเกินกังวล หรือห่างจนประมาทเกินไป
ผมคิดว่าเหตุผลที่เราถือหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอ ก็เพื่อป้องกันอันตรายที่เราคาดไม่ถึงในลักษณะนี้
การเอาเงินเข้า ๆ ออก ๆ เกินครึ่งหนึ่งของพอร์ต ผมว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่ในระยะยาว
กลยุทธ์ที่ดีคือการปรับพอร์ตตามความจำเป็น ถือเงินสดไว้บ้าง และประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ผมว่าการทนเจ็บโดยหุ้นลดลง 10% ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเท่ากับการสูญเสียโครงสร้างพอร์ตที่ดีในระยะยาว เรากำไรมาแล้วตั้งหลายสิบหลายร้อยเปอร์เซนต์ จะให้ไม่เจอปัญหาอะไรเลย ทุกคนคงมาลงทุนระยะยาวกันหมดแล้ว (ไม่งั้นคงไม่มีการลงทุนแบบอื่น ๆ เลย)
ถ้าเราจะลงทุนยาว ๆ ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้ เลี่ยงไม่ได้หรอก จะลดความเสี่ยงแบบไหน ก็ยากทั้งนั้น ถือหุ้นดี ๆ เป็นพอร์ตโฟลิโอนั่นแหละคือวิธีการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด
ดัชนี 1,037.22
By: Lin on August 27, 2011
at 7:21 am
คุณ Lin ถือหุ้นหลายตัวไหมครับ ผมมีประมาณ 16 ตัว ใจจริงก็อยากถือลดลงกว่านี้ แต่ไม่แน่ใจจะตัดตัวไหนออก อยากรบกวนช่วยแชร์
1. ควรถือสักกี่ตัวดี เพื่อจัดเป็นพอร์ตแบบที่คุณ Lin ว่าเป็นการลดความเสี่ยง
2. ตัวที่ควรปรับออก ควรเป็น
2.1 มีกำไรแล้ว ( หากเกิน 80% ควรถือต่อยาวไหมครับ )
2.2 กำไรพอสมควร ( ประมาณ 20-30% )
2.3 ยังไม่มีกำไร
3. คำแนะนำอิ่น ๆ
ขอบคุณมากครับ
By: maqwid on August 27, 2011
at 11:22 am
ผลว่ากลยุทธ์การปรับหุ้นเข้าออก ไม่เกี่่ยวกับต้นทุน กำไร ของหุ้นเราครับ น่าจะดูว่าโครงสร้างหุ้นตัวไหนเป็นระยะยาว (สำหรับผมคือถือ 5ปีขึ้นไป) ระยะกลาง (ถือน้อยกว่า5ปี) จะยาวจะสั้น ผมดู DCA เป็นหลักครับ ถ้าหุ้นตัวไหนยังคงเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็ยังคงถือ
ส่วนหุ้นที่ DCA น้อยลงหน่อย จะเป็นหุ้นที่เอาไว้ปรับโครงสร้างความเสี่ยงในพอร์ต เช่นในบางกรณี ผมอาจจะลดหุ้นส่วนนี้ลงบ้าง
นอกจากนั้น หุ้นบางตัวควรมีสภาพใกล้เคียงเงินสด มีความแข็งแรงสูง (คือ DCA มาก แต่ Growth ธรรมดา) ผมก็ถือเอาไว้สลับไปมาเหมือนกัน
อีกส่วนคือ ดู valuation ช่วงที่ความเสี่ยงสูง ผมก็มี switch สัดส่วนบ้าง บางตัว valuation เวอร์เกินไป ก็ลดไปซื้อหุ้นที่ดูราคาคุ้มค่ากว่า
คำตอบว่าถือกี่ตัว ก็ให้ดูว่ากี่ตัวดูได้ทั่วถึง และสบายใจ ผมคิดว่าหุ้นแต่ละตัวไม่ควรถือน้อยกว่า 5% ดังนั้น จำนวนหุ้นสูงสุดที่ควรมีคือ 20 ตัว และหุ้นแต่ละตัวไม่ควรเกิน 25-40% (แล้วแต่ขนาดพอร์ต) ดังนั้นจำนวนหุ้นน้อยสุดไม่ควรต่ำกว่า 3-4 ตัว แต่ก็ควรระลึกไว้ว่า หุ้นจำนวนมากขึ้น ทำให้เราใช้เวลาดูมากขึ้น แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่ดีขึ้น เป็นแบบ diminishing return แต่ effort ที่ใช้กลับต้องเพิ่มขึ้นมาก ในทางกลับกัน การถือหุ้นน้อย ๆ ตัวในระยะยาว ทำให้พอร์ตไม่เข้มแข็ง ทำให้เราต้อง switch เข้าเงินสดบ่อยเกินไป
คงได้ไอเดียบ้างนะครับ การจัดพอร์ตเป็นศิลป์ที่ผมว่าสูงสุดแล้ว เราเลือกหุ้นเหมือนเลือกภาพวาด การดูว่าภาพไหนสวยก็ดูยากอยู่แล้ว แต่จะเอาภาพมาจัดเป็น gallery ให้สวย กลมกลืน ยากกว่าหลายเท่าเลยครับ
ลองไปเรื่อย ๆ ครับ แล้วจะพบจุดสวยของตัวเราเอง
By: Lin on August 28, 2011
at 3:21 pm
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำแนะนำดี ๆ
By: maqwid on August 29, 2011
at 12:19 am
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ต้องระวังสูงทีเดียว ยุโรปลดลงมาวันละ 4-5% หลายวัน ค่อนข้างสร้างความวิตกให้กับนลท.ทั่วโลก
อารมณ์นักลงทุนเปลี่ยนเยอะมาก ความกลัว ความโลภท่วมตลาด
แต่เห็นตลาดเอเชียแข็งแบบนี้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงเปลี่ยน ทศวรรษของทวีปที่คนทำงานหนักมาตลอดอย่างเอเชีย กำลังกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
กำลังอ่านหนังสือเล่มนึงน่าสนใจมาก ชื่อ An Unconventional Guide to Investing in Trouble Times ไม่น่าเชื่อว่า version Kindle ออกเร็วกว่า paper แล้วสำหรับยุคนี้ ที่สำคัญเราอ่านพร้อมกับคนอเมริกา และอ่านหลังจากที่หนังสือเพิ่งเขียนเสร็จโดยไม่มี delay เรื่องการพิมพ์เลย
สิ่งหนึ่งในตลาดที่ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนคือ ไม่มีใครเดาตลาดถูกทิศทาง ตลาดมุ่งไปทางที่มันสบายใจ ไม่ขึ้น ลง ก็ไปด้านข้าง ส่วนเราเองนั่นแหละที่ต้องบริหารความเสี่ยง หน้าที่ของนักลงทุนนอกจากหาการลงทุนที่ดี ก็ต้องคุ้มครองการลงทุนด้วย
ธรรมชาติหุ้นจะค่อย ๆ ขึ้น และแต่เวลาตกจะตกหนัก สองอาการนี้ ทำให้คนที่ขายหุ้นไป จะพลาดที่เข้าตลาดช้ากว่าปกติ (เพราะหุ้นค่อย ๆ ขึ้น กว่าจะซื้อก็ขึ้นไปเยอะแล้ว) และส่วนคนที่ถือหุ้นอยู่จะขายไม่ทัน (เพราะหุ้นตกหนักทีเดียว) ใครจะเลือกทางไหน ก็มีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น
ดัชนี 1064
By: Lin on September 7, 2011
at 7:27 am
บันทึกช่วงเวลาเขื่อนแตกไว้ซักหน่อย
เหตุการณ์เมื่อวาน คล้ายกับช่วง subprime มาก ความกลัวเต็มตลาด
หุ้นไล่ลงมาลบสิบเปอร์เซนต์หลาย ๆ ตัว ทุกคนผวากันหมด เหมือนความเชื่อมั่นที่สร้าง ๆ กันมา ถูกกระแทกหนัก คนที่รับ ๆ กันมา ก็เลิกรับไปแล้ว ยกธง
นั่งอ่านดูวิกฤตที่กรีซ ผมว่าเข้าใจยาก เดาไม่ถูก ไม่ต่างกับตอน subprime ไม่รู้มันจะไปจบอะไรกันตรงไหน แผนเดิมคือภาพ macro ก็ใช้บริหารความเสี่ยงเอา ไม่ต้องเข้าใจมันมาก นักลงทุนเก่ง ๆ อุตส่าห์สรุปความเห็นเป็นดัชนีตลาดแล้ว ก็ดูตรงนั้นแหละ
ส่วนที่ต้องเน้นคือ พอร์ตเราเองมากกว่า เงินเราเอง
จริง ๆ คราวนี้ความรู้สึก การเตรียมตัว โครงสร้างพอร์ตต่างกับคราวที่แล้วเยอะ ผมไม่ค่อยกังวลกับอนาคตเท่าไหร่ ความเครียดก็น้อย กำลังหาจุดต่างอยู่ แต่รออีกหน่อย เอาไว้เผื่อตลาด crash ค่อยวัดความรู้สึกกันอีกที
แต่ตอนนี้ความรู้สึกผมคือ นักลงทุนไม่เหมือนเดิม คราวที่แล้ว ผมเห็นรอบข้างเละกันหมด คราวนี้ค่อนข้างระวังตัวกว่าเดิมมาก ผมเดาว่าวิกฤตรอบนี้นักลงทุนไทย พร้อมพอสมควร
รักษาวินัยไว้ดี ๆ รักษาสติไว้ด้วย ผมคิดว่ารอบนี้ผมได้หุ้นดี ๆ DCA สูง ๆ ในราคาส่วนลดเพิ่มขึ้นอีกตัวไว้ในพอร์ตแน่ ๆ
ดัชนี 930 เมื่อวานแดงไป -50 ระหว่างวันเกือบ -100 วันนี้เขียว 30 จุด
By: Lin on September 27, 2011
at 7:58 am
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา สิ่งที่ทำก็คือเตรียมการรับมือวิกฤต และคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่เปรียบเทียบกับปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันได้
ผมเห็นหลายครั้ง ว่าบางทีหุ้นในพอร์ตบางตัวเราเสียหายหนัก แต่เรากลับไม่ตัดทิ้ง ซื้อถมลงไป ทำให้ปัญหาลุกลาม เหมือนน้ำท่วมครั้งนี้
หุ้นคุณภาพดี กลับไม่สนใจ บางครั้งไปขายทิ้งด้วยซ้ำ ทำให้พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ อย่างนิคมอุตสาหกรรมเสียหายหนัก เรียกว่า ลากลงไปหมด
อีกอย่างพักหลังผมพบว่า ไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก ในการติดตามเศรษฐศาสตร์มหภาค เพราะข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และเราก็ไม่ได้รู้จริงเท่า
เหมือนเราดูมวลน้ำ สุดท้ายเดาได้ยาก เราป้องกันได้โดยการเสียสละบางอย่างเท่านั้น
แต่ถ้าเราทิ้งหมด ก็เหมือนกับทิ้งเมือง ถ้าเราถือหุ้นดี ๆ อย่างกรุงเทพ เราก็ไม่ควรสละเมือง อย่าให้สิ่งเล็ก ๆ มากระทบทุกด้านไปหมด หุ้นคุณภาพกลาง ๆ อย่างอย่างอยุธยาเราก็สละก่อน เพื่อรักษาภาพรวม
หุ้นในพอร์ตส่วนตัวตอนนี้ก็แข็งแรงกว่าเดิมอีก ตัดหุ้นไปเยอะเหมือนกัน และกำลังเอากำลังไปซื้อหุ้นใหม่ เงินสดก็เตรียมไว้ ยิ่งรบยาวนาน นักลงทุนระยะยาวยิ่งได้เปรียบ
ผมดู 3 เรื่อง สำหรับการเลือกสมาชิกใหม่
1. หุ้นแข็งแรง ที่อยากได้มานาน
2. แต่ราคาหล่นฮวบ ทั้ง ๆ มีศักยภาพระยะยาวซ่อนอยู่
3. ปันผล พอกิน อย่างน้อยก็ถือต่อได้ยาว ๆ
ดัชนี 936 หลังจากหล่นไป 850 มารอบนึงแล้ว
By: Lin on October 12, 2011
at 7:49 am
หลังจากวิกฤตน้ำท่วมเริ่มผ่อนคลาย วิกฤตการเงินกรีซดูดีขึ้น
ตอนนี้ราคาหุ้นเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน เปลี่ยนไปแบบเงียบ ๆ
มีทั้งถูกกระทบ มีทั้งไม่ถูก ราคาบางตัวหล่นมามาก บางตัวราคาสูงขึ้นกว่าเดิมอีก
กรุงเทพฯ ชั้นใน มีคูน้ำเข้มแข็ง มีแต่คนคอยดูแล แม้น้ำที่มามากขนาดนี้ ก็ยังป้องกันไว้ได้
ครั้งที่แล้วกรุงเทพฯชั้นในท่วม คราวนี้ไม่ท่วม ครั้งต่อไป ยิ่งท่วมยากขึ้นไปอีก
เวลาเป็นสิ่งที่ช่วยหุ้นที่มีคูน้ำ มี DCA เข้มแข็งขึ้นตลอดเวลาจริง ๆ
ดัชนี 974.75
By: Lin on October 31, 2011
at 10:16 am
วันก่อนโพสต์ว่าตลาดดูดี (ผมไม่รู้หรอก 55 ดูแค่ดัชนียุโรป)
เมื่อวานตลาดดูแย่มากจากข่าวกรีซทำประชาพิจารณ์ ตลาดยุโรปลบต่อเนื่อง
วันนี้เช้าก็ดูแย่ต่อเนื่องอีก
ตอนบ่ายกลับมาดีอีกแล้ว
ยังไม่ทันจะนั่งดูข่าวเลยว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ผมรู้สึกสงสัยว่า เราจะติดตามข่าวพวกนี้ไปเพื่ออะไร เดาอะไรไม่ได้เลย
วันนี้ HSKI จาก -600 ตอนเช้ามาบวก 400กว่าในช่วงเวลาเดียว
ข้อสรุปคือ ถ้าเราเอาทุกปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหมด เราจะทำอะไรไม่ได้เลย
เอากระต่าย 5 ตัวออกมาอีกทีดีกว่า ปลายปีนี้ ผมจะมีกระต่ายตัวน้อย ๆ ออกมาแล้ว
กลยุทธปีกระต่าย 2011 คือ
ปีนี้ผมคิดว่าจะผันผวน ถามว่ายากกว่า 2010 มั๊ย ผมคิดว่ายากกว่า แต่จริง ๆ แล้วตลาดหุ้นยากทุกปีนั่นแหละ ผมตั้งเป็นกลยุทธกระต่าย 5 ตัวแล้วกัน
1. กระต่ายแสนกล ต้องรอบรู้ หลักแหลม ประชุม Annual meeting จะเข้าให้ครบ ไป Company visit ให้ได้เยอะ ๆ แล้วก็ซื้อหนังสือมาอ่านเดือนละ 2 เล่ม
2. กระต่ายกับเต่า คือต้องไม่ประมาท ห้ามนอนหลับกลางสมรภูมิ ขยันหาหุ้นต่อไป
3. กระต่ายตื่นตูม จะไม่เป็นกระต่ายที่ตื่นตูม มีความนิ่งในการตัดสินใจ ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปีนี้น่าจะเป็นตลาดที่ผันผวนมากปีหนึ่ง
4. กระต่ายขาเดียว ถึงจะไม่ตื่นตูม แต่จะไม่ดื้อยืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียว เผื่อตลาดจะ crash หนัก
5. กระต่ายหมายจันทร์ ยืนหยัดในทิศทางเดิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ ถึงจะไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ก็ตกท่ามกลางดวงดาว (แต่ดวงจันทร์มันใกล้กว่าดวงดาวหนิหว่า -_-”)
By: Lin on November 2, 2011
at 8:19 am
nice imaginative idea on rabbits kab.^^
By: ake on November 4, 2011
at 10:23 am
ผ่านไปหนึ่งเดือนไวเหมือนโกหก วันนี้สรุปงานเสร็จก็สรุปชีวิตหน่อย
ยุ่งกับน้องน้ำดูมันทุกวัน โปรเจคปัจจุบัน เตรียมงานสอนที่มหิดล ดูเรื่องครอบครัว พัฒนาการเล่นโกะ ดำน้ำ สอบ CFP อืม ดีกว่าเดือนต.ค.ที่ยุ่งกับหุ้นเยอะไปนิด
ผมดูตลาดห่างกว่าเดิมมาก กลับมาโหมดเดิม ที่คิดว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ที่จะต้องไปตามดาวโจน ตลาดยุโรป หลงผิดไปอยู่ช่วงนึง (จากที่เคยเป็นในช่วง subprime)
ผมอยู่เฉย ๆ พอร์ตก็ดูดีมาก นิวไฮด์ไปด้วย ไอที่ปรับไปปรับมาช่วงที่ผ่านมา ก็มีทั้งถูกมีทั้งผิด สรุปคือ มวยแบบคลุกวงในแบบนี้ ไม่ใช่ทางผม
สิ่งที่ดีคือ รอบนี้ได้หุ้นมา 2 ตัว ตัวนึงถือได้ยาวเลย อีกตัวก็ถูก แต่เก็บไว้รอขาย
โดยรวม ๆ ประเทศทางฝั่งตะวันตกก็ไม่ดี และคงไม่ดีไปอีกนาน หนี้เยอะขนาดนี้ คนอายุเยอะขึ้น ค่าใช้จ่ายสวัสดิการรัฐสูง output แรงงานก็ไม่เหมาะสม ยุคมืดเคยเกิดกับญี่ปุ่น เคยเกิดกับจีน อินเดีย ฯลฯ (รวมถึงยุโรป) ทำไมมันจะเกิดซ้ำไม่ได้
การแก้ปัญหาหนี้ยุโรป ก็เป็นมหากาพย์ต่อไป ที่ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่
ใครใช้ปัจจัยนี้สำหรับรอในการลงทุนในตลาดเอเชีย ผมว่าอาจจะเดาไม่ง่ายเหมือนกัน (ว่ายุโรปแย่ เอเชียจะแย่ตาม หรือกลับมาดี)
เรากำลังอยู่ในช่วงที่เป็นขาขึ้นของเอเชีย ผมมั่นใจเพิ่มขึ้นว่าเทรนนี้ยังคงดำเนินต่อไป
ดัชนีปิดเดือนพ.ย. 995.33 จุด
By: Lin on November 30, 2011
at 12:40 pm
สวัสดีปีใหม่ 2555 ขออวยพรให้คุณ Lin และครอบครัว มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ตลอดปี ตลอดไป ครับ
By: maqwid on December 27, 2011
at 6:29 am
สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับคุณ Lin มีความสุขในทุกเรื่องของชีวิตนะครับ ติดตามอยู่เป็นระยะ ๆ ครับ
By: baggio on January 2, 2012
at 5:07 am
สวัสดีปีใหม่ครับ
ภาระเยอะเหมือนกันครับช่วงนี้ ได้หุ้น(ส่วน)ตัวใหม่ที่ชื่อว่าลูกนี่แหละครับ ถือยาวตลอดชีวิต
ปีที่แล้ว เป็นปีที่ยากแต่ก็ผ่านมาด้วยดี ปีนี้ปีมังกร ผมว่าจะผันผวนยิ่งกว่า (ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะลงนะครับ ถ้าขึ้นก็จะขึ้นได้มาก แต่ก็มีโอกาสลงได้เยอะเหมือนกัน)
ภาพรวม ๆ ผมกำลังสรุปอยู่ ตอนนี้ตรวจข้อสอบ Midterm เด็กอยู่ และมีงานค้าง ๆ ข้ามปีมา ถ้าเสร็จ อยากสรุปแนวคิดตัวเองให้เรียบร้อยเหมือนกัน
By: Lin on January 4, 2012
at 1:19 pm
รอฟัง แนวคิดคุณ Lin ปี 2012 ครับ
By: maqwid on January 5, 2012
at 4:02 am
ปีนี้ผ่านมาเร็วจริง ๆ จะสองเดือนแล้ว
ช่วงที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับตลาดซักเท่าไหร่ นั่ง scan ผ่าน ๆ ตา หุ้นดูแพงเหมือนกัน ถ้าเกิดวิกฤต ผมว่าหุ้นหลายตัวคงดูไม่จืด แต่ upside กลับไม่น่าดึงดูดใจ
ก็เลยเฉย ๆ ซักพัก
ตอนนี้ผมตื่นเต้นกับ AEC ตื่นเต้นกับพม่า หรือเพื่อนบ้านเรามากกว่า ผมว่า ASIAN น่าสนใจ ถ้าจะลงทุน ผมคิดว่า theme นี้น่าสนใจในการลงทุนระยะยาวในช่วงนี้
วันก่อนแวะไปพม่ามา ไปเช้าเย็นกลับ ตารางแน่นไปหน่อย แต่ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงไปมากจากปีที่แล้ว ถนนหนทางซ่อมจนดูดีขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจดูคึกคัก
ดูธุรกิจก่อนดูหุ้น ผมลงทุนแล้วได้กำไรเยอะ ๆ จากวิธีนี้แหละ ไม่อัพเดทดัชนี เพราะไม่ได้ดู 555
By: Lin on February 18, 2012
at 3:52 pm
คุณ Lin ครับ
ไม่ทราบมีมุมมองอย่างไรกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าในอนาคต ที่จะส่งผลต่อ แรงงานพม่าที่อยู่ในไทย ครับ (กลับประเทศมากน้อยแค่ไหน จากปัจจัยอะไรบ้าง และ ในระยะเวลาใกล้ไกลเพียงใด)
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
kz
By: kz on February 20, 2012
at 5:41 am
พม่าค่อนข้างผูกกับการเมืองพอสมควรครับ ปัจจุบันเหมือนจะคลายล็อคบางอย่างได้แล้ว ผมคิดแล้วเหมือนกับกลุ่มบริษัทในตลาดหลักทรัพย์บ้านเรา ที่ในอดีตผู้บริหารยังไม่ค่อยได้มองWealth ในตลาดหลักทรัพย์เท่าไหร่ เหมือนกับเจ้าของอยากกินเองคนเดียว แต่หลัง ๆ พอแบ่ง ๆ กันกิน ปรากฏว่าภาพรวม ๆ ทำให้ผู้บริหารสร้าง wealthได้ยิ่งกว่า
อนาคตพม่าแนวทางเหมือนจะเป็นแบบนี้ เศรษฐกิจมีศักยภาพ เพราะคนหนุ่มสาวฐานใหญ่มาก (จากจำนวนประชากรที่ขนาดใกล้เคียงเรา) คนพม่าจริง ๆ นิสัยดี คล้าย ๆ คนไทย ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แค่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลตามแถบอันดามันก็ทำไม่ทันแล้วครับ ความเสี่ยงเรื่องการเมืองเป็นอย่างเดียวที่ค้ำคออยู่
จากข้อมูลที่เคยเห็น ๆ แรงงานพม่าในเมืองไทย ประมาณ 500,000 คน ซึ่งยังน้อยเมื่อเทียบกับขนาดแรงงานในพม่า อัตราการว่างงานในประเทศพม่า 6% ก็ยังมีช่องว่างอีก
ผมคิดว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานมีปัจจัยอื่น ๆ อีกเยอะครับ ในอนาคตคนก็คงไหลเข้าออกได้เร็วกว่านี้อีก ถ้าประเทศและสาธารณูปโภคพื้นฐานได้รับการพัฒนา
ยังไม่ค่อยอยากคิดไกล แต่คิดเผื่อไว้ บางครั้งอะไรที่ไกล ๆ ก็ถึงเร็วกว่าที่เราคิดมาก (อย่างจีนเป็นต้น)
By: Lin on February 21, 2012
at 11:03 am